![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
|
![]() |
บทที่ 21: สะกดจิต เช้าวันนั้น เกาทัณฑ์กับเรือนแก้วออกจากโรงแรมในย่านออร์เชิร์ดสตรีท
ทอดเท้าเรื่อยเฉื่อยปะปนไปกับลูกจีนชาวสิงคโปร์ ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ
เนื่องจากออฟฟิศของ เดวิด ชุน อยู่ห่างออกไปเพียงสามร้อยเมตรเท่านั้น เช้านี้เรือนแก้วคมคายไปทั้งตัว เรือนผมหล่อนแสกกลางโหย่ง
เห็นไรผมแหลมจิกกลางหน้าผากส่วนบนเก๋ไก๋ สูทสีน้ำตาลอ่อนเรียบกริบดูภูมิฐาน
ท่วงทีแต่ละย่างก้าวประเปรียวเชื่อมั่นราวกับกำลังเดินแบบบนแคตวอล์คอวดความเฉิดฉาย
เกาทัณฑ์สังเกตเห็นทั้งหนุ่มทั้งแก่บนฟุตบาทที่เดินสวนต่างเหลียวตามราวกับเจอมนต์สะกด
เขาเองขนาดเห็นหล่อนมานานยังลอบชำเลืองเป็นพักๆเลย
บางวันเรือนแก้วมีอำนาจเสน่ห์ดึงดูดความสนใจราวกับแม่เหล็กแรงสูง
โดยเฉพาะขณะกำลังมาดมั่นเอางานเอาการอย่างเดี๋ยวนี้ ทั้งสองมาถึงก่อนเวลา และถูกเชื้อเชิญเข้าห้องทำงานของนายชุนทันที
นายชุนยิ้มแย้มโอภาปราศรัยกับเรือนแก้วราวกับญาติสนิท
เพราะเคยคุ้นกันมาก่อน และหล่อนก็พูดจีนกลางกับฝ่ายนั้นเป็นต่อยหอย
เกาทัณฑ์กลายเป็นใบ้และหูหนวกไปโดยปริยาย เนื่องจากฟังไม่ออกแม้แต่คำเดียว
จึงนั่งเป็นตัวประกอบ หรือพูดให้ชัดคือส่วนเกิน
ฟังคู่สนทนาส่งภาษาหว่าๆเหวยๆไปเรื่อย บางทีเรือนแก้วก็หัวเราะแฮะๆๆๆเหมือนเพื่อนเล่น
และท่าทางนายชุนเจอมุขเด็ดเข้าไปหลายขนาน บางทีถึงกับหัวเราะจนตาปิด
อย่างนี้ไม่ต้องรู้ภาษา
เกาทัณฑ์ก็ทราบได้ว่าบทสนทนาทั้งหมดทั้งปวงห่างไกลจากการงานสุดกู่
เห็นนายชุนคึกคักกระชุ่มกระชวย
ยิ้มไม่หุบจ้องเรือนแก้วตาเป็นมันอย่างกับหนุ่มละอ่อนแล้วชักนึกหมั่นไส้ขึ้นมารำไร กระทั่งได้เวลานัด
ผู้จัดการฝ่ายอีกคนก็เคาะประตูเดินทื่อราวกับผีดิบเข้ามาสมทบ
และหลังจากทักทายเสวนากับเรือนแก้วได้เดี๋ยวเดียว
ผีดิบก็เปลี่ยนสภาพเป็นปลากระดี่ได้น้ำตามนายชุนไปอีกราย
เกาทัณฑ์ชินเสียแล้ว เสน่ห์น่าทึ่งของหล่อนนอกจากไม่หย่อนลง
บางทีจะแรงขึ้นตามวัยและชั่วโมงบินด้วยซ้ำ อพยพจากโต๊ะทำงานนายชุนไปนั่งที่ชุดรับแขก
หันหน้าคุยกันเป็นเรื่องเป็นราวด้วยภาษาอังกฤษ เพื่อให้ ส่วนเกิน
อย่างเขาเข้าร่วมวงได้ เรือนแก้วทำหน้าที่ได้อย่างวิเศษ
หล่อนใช้ภาษาอังกฤษที่ไพเราะและชัดเปรี๊ยะไร้ที่ติในการปูพื้นเกี่ยวกับความพร้อมทั้งกำลังคนและเทคโนโลยีซึ่งถูกกับงาน
จากนั้นค่อยๆผ่อนจังหวะ ถ่ายเทบทบาทด้านเทคนิคมาทางเขาทีละเปลาะ
สร้างบรรยากาศเป็นกันเองให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทั่งถึงเวลาที่ต้องฉายไฟล์สไลด์ด้วยมัลติมีเดียโปรเจ็คเตอร์
เกาทัณฑ์ต้องไปยืนชี้รายละเอียดหน้าสกรีน
ความแรงของแสงกว่าหนึ่งพันแอนซีลูเมนส์จากเครื่องฉายทำให้ไม่ต้องหรี่ไฟห้องให้ต่ำลงกว่าเดิม
ดังนั้นเมื่อมองเข้าหาโต๊ะประชุมจึงเห็นความเป็นไปอย่างถนัด
ว่าพ่อเจ้าประคุณทั้งสองไม่ได้ให้สมาธิกับการฟังเขาบรรยายสักเท่าไหร่
เอาแต่แวะเวียนสายตาไปทางเรือนแก้ว บางคราวก็ทำทีสงสัย
เขายืนอยู่ข้างหน้าทั้งคนไม่ถาม ไปถามเอากับสาวสวยนั่นแหละ
พอเรือนแก้วอึกๆอักๆจะเบนมาถามเขาต่ออีกทอด
ก็ทำเป็นโบกมือหัวเราะกลบเกลื่อน ซึ่งแปลว่าที่แท้ไม่อยากรู้คำตอบ
หรือรู้แล้วแต่แกล้งถามเพราะอยากคุยด้วยเท่านั้นเอง เสียสมาธิจากคนฟังผู้เป็นเป้าหมายไม่พอ
บางทีถูกล่อตาจากกิริยายกเรียวขาไขว่ห้างอย่างแนบเนียนของเพื่อนร่วมงานสาวเข้าอีก
ปุบปับชะวากลึกเห็นถึงไหนต่อไหน ทำเอาเขาพูดอยู่แทบอ้าปากค้าง
ผู้หญิงเป็นเสียอย่างนี้ แกล้งยั่วให้อยากถลาใส่
พอเกิดเรื่องก็โวยวายโทษความหน้ามืดของเพศชายฝ่ายเดียว
น่าอ่อนใจน้อยอยู่เมื่อไหร่ นายชุนนำไปเลี้ยงข้าวกลางวันในภัตตาคารหรูเกินเหตุ
เกาทัณฑ์ทราบชัดเลยว่านั่นคือการได้กินบุญของเรือนแก้ว
สองชั่วโมงเศษบนโต๊ะจีนแพงระยับนั้น
เกลื่อนไปด้วยอาหารโอชารสชั้นอ๋องที่ทยอยมาจานแล้วจานเล่า
เจ้าภาพใช้งบส่วนตัวด้วยความต้องการเอาใจหล่อนเพียงคนเดียว ช่วงบ่ายแก่ๆ กลับมานั่งหน้าดำคร่ำเครียดกับงานต่ออีกพักใหญ่
ทำวิเคราะห์เบื้องต้นให้เดี๋ยวนั้นทั้งยังไม่ตกลงเซ็นสัญญา
เกือบหนึ่งทุ่มจึงจับมือเซย์กู๊ดบายกันได้
ทั้งเกาทัณฑ์และเรือนแก้วรู้สึกเหนื่อย แต่ก็สนุกพอควร
เนื่องจากนี่เป็นงานช้าง และนายชุนบอกอย่างไม่เป็นทางการแล้วว่าโอเคแน่
โดยทิ้งท้ายด้วยการหยอดว่าขอให้เรือนแก้วประสานงานไปจนกว่าจะเสร็จเหมือนโปรเจ็คต์ก่อนๆ เห็นกันและกันเป็นสองแรงเสมอกัน ช่วยผลักดันให้งานสำเร็จอย่างงดงาม
เกาทัณฑ์กับเรือนแก้วมานั่งชนแก้ว
ทานข้าวเย็นในห้องอาหารของโรงแรมด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
แม้เคยเดินทางร่วมกันมาก่อน
แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกที่อยู่ในต่างประเทศตามลำพังสองต่อสอง ช่วงแรกคุยกันเรื่องงานอย่างติดใจ แต่พอถึงเวลาของหวาน
เรือนแก้วก็ยักคิ้วให้ ว่าไง จะสะกดจิตแอ้คืนนี้เลยไหม? เกาทัณฑ์เบิกตา ลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปแล้วอย่างสนิท
เพราะนับแต่เครื่องบินย่างเข้าสู่น่านฟ้าสิงคโปร์
ในหัวมีแต่งานเท่านั้น อยากลองจริงๆน่ะเหรอะ? เขาย่นคิ้วถามยิ้มๆ จริงสิ แอ้โลเลเปลี่ยนใจง่ายเหมือนเต้เสียที่ไหน เรือนแก้วถือโอกาสเหน็บนิดเหน็บหน่อย เกาทัณฑ์แยกเขี้ยว ห้องแอ้หรือว่าห้องผมดีล่ะ? ห้องแอ้! เกาทัณฑ์อาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวมาอยู่ในชุดลำลอง
ออกจากห้องพักขึ้นลิฟต์ กดปุ่มตรงไปสู่ชั้นของเรือนแก้ว เมื่อย่างเท้าออกจากลิฟต์
เดินทอดน่องไปตามทางปูพรมสีเลือดนกอันเงียบเชียบนั้น เพิ่งใจเต้นผิดจังหวะ
และถามตนเองว่าเป็นการสมควรแล้วหรือที่เขาจะเข้าหาหล่อนและอยู่ด้วยกันตามลำพังในยามวิกาล พยายามไม่คิดอะไรให้มากนัก
เที่ยวบินกลับกรุงเทพฯของเขาเป็นเวลาเช้าตรู่ของที่นี่
ส่วนของเพื่อนสาวเป็นช่วงเย็น เพราะหล่อนเตรียมแผนช็อปปิ้งต่อ
หากเลื่อนไปเป็นเวลาอื่นในไทย ก็อาจได้สถานที่ที่ไม่เหมาะ
ไม่เป็นข้ออ้างแบบผลพลอยได้เหมือนเมื่อมางานด้วยกันอย่างนี้ หยุดยืนหน้าประตูสีเหลืองอ่อนของห้องแรกปีกขวา สูดลมหายใจลึกๆ
กำหนดจะรู้ตัวตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไร เพื่ออะไร
ก่อนยกมือเคาะเรียกเพื่อนสาวด้วยใจเกือบปกติ
เงียบเป็นครู่ก่อนประตูจะแง้มเปิดเล็กน้อย
เขาต้องเป็นฝ่ายดันออกกว้างเนื่องจากเรือนแก้วแง้มค้างไว้แค่นั้น ก้าวเท้าล่วงเข้าสู่เขตส่วนตัวของหล่อน
รู้สึกงงเคว้งขึ้นมาในหัววูบหนึ่ง สัญชาตญาณเก่าๆแวบเวียนมาเยือนเป็นระลอก
บรรยากาศฉ่ำเย็นวังเวงในห้องพักโรงแรมหรูกับสาวสวยยวนตาไม่ค่อยจุดชนวนความคิดอันดีงามได้เท่าไหร่
สถานที่และสถานการณ์จริงไม่เชิญชวนให้นึกถึงการทดลองเล่นวิชาเช่นขณะคุยวางแผนกันตอนอยู่บนเครื่องบินหรือห้องอาหารเอาเลย กลืนน้ำลายลงคอฝืดๆ
สายตาตามร่างงามในชุดเสื้อยืดกางเกงยาวที่เดินไปหย่อนกายรอบนม้านั่งหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง
สีหน้าหล่อนสงบเฉยขณะทอดมองมาทางเขา ชายหนุ่มเกิดความลังเลว่าควรแง้มประตูไว้เล็กน้อยหรือปิดสนิท
แต่แล้วเมื่อคิดถึงกิจกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้น ก็ตัดสินใจเลือกอย่างหลัง
ทว่าไม่ลงล็อก คือแค่ผลักบานประตูคืนที่
เพื่อสกัดกั้นใจจากความเห็นห้องนอนของเรือนแก้วเป็นเขตลับสนิท แม้ทำไปด้วยเจตนาดี แต่ก็เกิดความสังหรณ์ขึ้นมาแปร่งๆ
คล้ายมีเสียงกระซิบแว่วมาจากส่วนลึกบอกให้ล็อกเถิด ล็อกเถิด... เดินมานั่งลงที่ปลายเตียงห่างจากหล่อนหลายก้าว พยักพเยิดไถ่ถาม เพลียหรือเปล่า? เรือนแก้วสั่นศีรษะ แปลกเหมือนกันนะ สงสัยตื่นเต้นมั้ง
พออาบน้ำเสร็จรู้สึกสดชื่นยังกับเพิ่งตื่นเช้าแน่ะ เต้ล่ะ เหนื่อยไหม? ชายหนุ่มสั่นศีรษะเช่นกัน มาเริ่มกันเลยดีกว่า เรือนแก้วลุกขึ้นในท่าพร้อมอย่างง่ายๆ จะให้นั่ง นอน ยืน หรือเดินยังไงล่ะ
อย่าบอกนะว่าต้องห้อยหัวลงมาจากเพดาน เกาทัณฑ์หัวเราะ ก่อนมองรอบตัว มานอนบนเตียงมา ผายมือให้นิดๆ เรือนแก้วพยักหน้า
มาหย่อนร่างเอนนอนราบบนอีกเตียงหนึ่งซึ่งอยู่คู่กับเตียงที่เขานั่ง
เกาทัณฑ์คุมสติแน่น เริ่มสะกดตนเองเป็นคนแรกให้อยู่ในสถานะจิตแพทย์ใจซื่อ
ลุกจากที่
เดินขึ้นมานั่งบนขอบฟูกหันหน้าเข้าหาเตียงของเรือนแก้วซึ่งเปรียบเสมือนคนไข้ทดลอง ก่อนอื่นมาตกลงเรื่องเป้าหมายกันก่อน
ถึงทำเล่นสนุกๆก็ควรมีจุดกำหนดเอาไว้
ทั้งแอ้และผมจะได้ตั้งกรอบให้ตัวเองแต่แรก แอ้ไม่ใช่คนมีพฤติกรรมเบี่ยงเบน
นี่จึงไม่ใช่การรักษา เอาเป็นว่าผมพยายามทำให้แอ้รู้สึกดีกับตัวเอง
คงพอนะ เรือนแก้วยักไหล่ แอ้แค่อยากรู้ว่าถูกสะกดจิตเป็นยังไง เราเห็นอดีตตัวเองได้แค่ไหน
และถ้า...เต้พบอะไรที่เป็นปม เป็นแผล
หากมีวิธีบรรเทาลงได้ก็เชิญแสดงความสามารถเต็มที่
แอ้จะยินยอมตกอยู่ในอาณัติทุกประการ ฟังเช่นนั้นแล้วเกาทัณฑ์มีสติรู้ว่าในหัวเกิดความคิดชั่วร้ายแล่นวาบขึ้นมา
เขาไม่เคยผ่านการอบรมแบบจิตแพทย์ ไม่เคยอยู่ในแล็บทดลองอย่างเป็นวิชาการ
จู่ๆได้อำนาจโดยปราศจากการสร้างสมจรรยาแพทย์อย่างนี้
ประโยคสุดท้ายของเรือนแก้วจึงเป็นเสมือนแรงยั่วยุให้จินตนาการเตลิดล่วงหน้าสารพัด เบนความสนใจจากร่างเหยียดนอนของหญิงสาว
ปิดตาสำรวมจิตเพ่งสายลมหายใจเข้าออก อธิษฐานว่าถ้าใจยังไม่นิ่ง
ยังวางอารมณ์ใคร่ไม่ลง ก็จะไม่ลืมตาขึ้นอีกเลย เป็นธรรมดาของผู้มีตบะอันบำเพ็ญแล้วด้วยดี พูดจริงทำจริง ทำเสร็จ
ทำสำเร็จเสมอ
ย่อมมีกำลังหนุนอยู่ภายในดุจกลุ่มน้ำใหญ่ที่พร้อมจะเข้าท่วมทับข้าศึกทุกชนิด
เพียงอึดใจเดียวเกาทัณฑ์ก็ลืมตาขึ้นอย่างสบายอก
ทั้งกายอัดแน่นด้วยพลังมหาศาล
รู้ชัดด้วยใจสำเหนียกในบัดนั้นว่าตนจะไม่หลงรี่ลงต่ำอีกเลยตลอดกระบวนการที่จะเกิดขึ้นทั้งหมดนับจากนี้ เกาทัณฑ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงซึ่งถ่ายทอดออกมาจากจิตใจที่มั่นคงและเจตนาเกื้อกูลกัน หลับตาลง... หล่อนทำตามเขาสั่ง
ในเบื้องแรกเกาทัณฑ์ทราบดีว่าจะใช้กลวิธีไหนก็ได้ทำให้ผู้ถูกสะกดอยู่ในภาวะสบาย
ผ่อนพักที่สุด เพื่อให้ย่างเข้าสู่ความรู้ตัวครึ่งๆกลางๆ
ฉะนั้นจึงคิดปูพื้นให้หล่อนเกิดฐานปัญญาเห็นรูปนามไปในตัว ดูตรงแผ่นหลังที่วางน้ำหนักราบอยู่นี้ เขาสั่งสั้นที่สุดเพื่อให้แน่ใจว่าเกิดการรับรู้ตาม
ครู่หนึ่งจึงเอ่ยต่อ คิดว่ากายที่นอนอยู่คือโครงกระดูกเปล่าๆโครงหนึ่ง
เราอาศัยพักอยู่ชั่วคราว สักแต่มีไว้เพียงให้ระลึกรู้ว่ายังปรากฏ ด้วยเพราะเรือนแก้วเคยเพ่งพิจารณาเห็นข้อมือและปลายแขนเป็นอนัตตามาก่อน
จึงเข้าใจวิธีกำหนดหมายตามได้ง่าย
และสิ่งที่เกาทัณฑ์หรือแม้แต่หล่อนเองไม่ทราบก็คือหล่อนมีพรสวรรค์
หรืออีกนัยหนึ่งวิถีรู้รูปนามติดจิตติดวิญญาณอยู่
ฉะนั้นเมื่อถูกกำหนดแนะให้ดูนิดเดียวก็คุ้นทางโดยง่าย
ซึ่งอย่างนี้เป็นอาการของผู้เคยสั่งสมวิปัสสนาญาณมาแต่ปางก่อน เพียงอึดใจเดียวหลังจากเรือนแก้วเพ่งดูส่วนหลังที่วางลงรับน้ำหนักส่วนใหญ่ของกาย
ก็เห็นสัณฐานคร่าวของโครงกระดูกตนเองอย่างชัดเจน
และเหมือนโพรงว่างระหว่างกระดูกช่วงไหปลาร้ากับซี่โครงเป็นแหล่งอาศัยของตัวรู้
นิ่งดูสัณฐานกายโดยรวม ลักษณะอีกอย่างหนึ่งของผู้มีบารมีมาทางนี้คือเมื่อเกิดความเห็นขึ้นแล้วจะรู้จักรักษาความเห็นไว้ด้วยความพึงพอใจ
ไม่สงสัยกับนิมิตภายในที่เกิดขึ้น
ฉะนั้นเกาทัณฑ์ผู้สังเกตสีหน้าของเรือนแก้วตลอดเวลา
จึงเห็นความนิ่งอยู่ในอาการเล็งรู้อย่างรวดเร็วน่าแปลกใจ เพิ่งมีโอกาสสังเกตคนอื่นทำสมาธิอย่างละเอียด แม้ดูภายนอกเหมือนสงบ
แต่สัมผัสภายในก็บอกว่าจิตของเรือนแก้วยังไหว หาหลักยึดแน่นอนไม่ได้
เขานึกถึงอุบายที่เคยมีให้ตนเองคือเคาะนิ้วเพื่อสร้างผัสสะกระทบให้เกิดความรู้เฉพาะจุดถี่ๆ
ซึ่งถ้าทำอย่างถูกต้อง จิตไม่หนีไปไหนครู่เดียว
ก็เกิดการรวมลงสู่ภาวะสงบได้ระดับหนึ่ง เขาทดลองแบบเหวี่ยงแหไปเรื่อย เคาะกับวัตถุนอกกายได้ความรู้ตัวแบบหนึ่ง
เคาะหน้าตักตอนนั่งเล่นได้ความสบายแบบหนึ่ง
เคาะหน้าผากตอนเครียดได้ความผ่อนคลายแบบหนึ่ง
แต่พบว่าจุดกระทบซึ่งทำให้จิตรวมอย่างดี รวดเร็วที่สุด
กับทั้งให้ผลเป็นความรู้พร้อมทั่วตัวที่สุด
เห็นจะไม่มีอะไรเกินเคาะแผ่นกระดูกเหนือร่องอก ชายหนุ่มตัดสินใจลองกับเพื่อนสาว โดยสั่งว่า ยกมือวางทาบอก ให้ปลายนิ้วกลางแตะอยู่กับกระดูกเหนือร่องอก เมื่อหล่อนทำตามแบบเก้ๆกังๆ เกาทัณฑ์สังเกตว่าส่วนใดเกร็ง ก็บอกเป็นจุดๆ
เช่นให้วางราบทั้งมือบนอกและศอกบนฟูก
กับทั้งไหล่ตกไม่ยกเกร็งแล้วบอกต่อ ขยับนิ้วเคาะขึ้นลงเบาๆ แต่เร็วนิดหนึ่ง
เหมือนเคาะเล่นเพื่อให้รู้อาการขยับไหวของนิ้ว เรือนแก้วทำตาม
ในความสบายตลอดกายใจนั้นรู้อยู่เฉพาะอาการขยับไหวขึ้นลงของนิ้ว
เกาทัณฑ์สัมผัสได้ถึงกระแสความคิดฟุ้งที่แปรเป็นคลื่นเงียบ
รวมรู้อยู่เฉพาะความขยับของลำนิ้วที่ปราศจากความเกร็ง เคาะไปเรื่อยๆนะ คราวนี้นอกจากรู้นิ้วขยับ ลองดูที่จุดกระทบด้วย
แอ้จะไม่รู้สึกถึงอะไรอื่นเลยนอกจากนิ้วกระทบกระดูกป๊อกๆๆอยู่ เมื่อจ่ออยู่กับกายกระทบ จิตก็เข้ามาอยู่ในขอบเขตของกาย
เรือนแก้วเห็นตลอดตัวด้วยความแจ่มชัดอีกระดับหนึ่งเมื่อจิตอยู่นิ่งกับที่ เพลินนานพักใหญ่ เรือนแก้วก็หลงเคลิ้ม
และหยุดขยับนิ้วเคาะไปโดยไม่รู้สึกตัว เกาทัณฑ์สังเกตอยู่แล้ว
เพราะเคยผ่านจุดนี้มาก่อน หากปล่อยให้หลับก็อาจหลับเพลินยาวไปทั้งคืน
แต่หากสะกิดให้ตื่นรู้ขึ้นอีกครั้ง
ก็จะมีความไวสัมผัสราบรื่นสม่ำเสมอกว่าเดิม
จึงเรียกเตือนเสียงแผ่วให้เรือนแก้วขยับเคาะต่อ เมื่อสังเกตรู้สึกถึงโฟกัสของจิตที่คงเส้นคงวาดีพร้อม
เกาทัณฑ์ก็ไม่ปล่อยให้จิตหล่อนดำเนินไปถึงความเคลิ้มหลับอีก
แต่ส่งช่วงต่อมาถึงอารมณ์สมาธิที่จะจูงจิตให้เข้าสู่สภาพรู้พร้อมนิ่มนวลขึ้นกว่าเก่า แอ้นิ่งดีแล้วนะ หยุดเคาะ วางมือลงข้างตัว
คราวนี้มาจับลมหายใจกันต่อ เมื่อเห็นหล่อนปฏิบัติตามโดยดีก็สั่งว่า ตอนหายใจเข้าให้พองหน้าท้องขึ้นก่อนแล้วค่อยดึงลมยาวๆสบายๆ
เมื่อรู้ลมหายใจเข้า ให้คิดว่าเราสูดเอาความสดชื่นเข้าร่าง
เพื่อพยุงความรู้ตัวให้เพิ่มขึ้น เมื่อผ่อนลมหายใจออก
ให้คิดว่าเราระบายเอาความเครียด ความเหน็ดเหนื่อยทิ้งออกนอกร่าง เรือนแก้วสูดลมหายใจด้วยการตั้งความคิดตามเกาทัณฑ์บอก
พบว่าเมื่อตั้งเจตนาเห็นลมหายใจเป็นพาหะนำความสดชื่นและพลังระลอกใหม่เข้าร่าง
ก็เกิดความชุ่มฉ่ำกายใจขึ้นนิดหนึ่งได้จริงๆ และเมื่อผ่อนลมหายใจออก เห็นเป็นการถ่ายเทเอาความเครียด
ความอ่อนล้าออกสู่ภายนอก ก็ยิ่งมีความรู้สึกเป็นสุข
ความสบายใจขึ้นมาอย่างรวดเร็ว อย่าปล่อยให้ความคิดไหนๆแทรกเข้ามาแทนที่ลมหายใจ
ตอนนี้ไม่มีอะไรมีค่าเกินลมหายใจเข้า
และไม่มีอะไรน่าสนใจเกินลมหายใจออก เขาตะล่อมตามจังหวะ
คิดเอาจากการที่เคยกล่อมตนเองสำเร็จมาแล้วในการทำสมาธิปกติ
สังเกตความสม่ำเสมอ
และคอยเตือนเรือนแก้วเมื่อเห็นลมเบาลงหรือแรงขึ้นกว่าเดิม
ต่อเมื่อดูเข้าที่เข้าทางแล้ว จึงดำเนินการขั้นต่อไป ค่อยๆสำรวจทีละส่วนว่ามีจุดไหนในร่างที่ยังเกร็ง ไม่ผ่อนพักตามสบาย
ไล่จากส่วนหน้า... เขาค่อยๆพูดทอดจังหวะทีละจุดให้เรือนแก้วส่งใจตาม
ส่วนคอ...ส่วนหลัง...ส่วนแขน...ส่วนขา หญิงสาวพบว่าส่วนหลังยังเกร็งอยู่บ้าง
เมื่อรู้ตัวจึงหย่อนกล้ามเนื้อส่วนที่เกร็งลง
เกาทัณฑ์สามารถรู้ได้ด้วยตาเปล่าว่าทั้งร่างหล่อนผ่อนพักเต็มที่แล้ว
จึงตรวจดูความสม่ำเสมอของลมหายใจอีกครั้ง เมื่อผ่านไปช่วงหนึ่ง
พบว่าผ่อนแผ่วลงอย่างที่จะนำไปสู่ภาวะใกล้หลับ ก็เตือนด้วยเสียงเนิบนาบ อย่าลืมว่าเวลาเข้าให้ขยายหน้าท้องพองขึ้นก่อน
ลมหายใจจะได้เข้ามากกว่าปกติ เรือนแก้วกำลังอยู่ระหว่างเคลิ้ม
เมื่อได้ยินเสียงก็กลับตื่นตัวรับรู้ลมหายใจใหม่
เสียงสั่งของเกาทัณฑ์กลายเป็นตัวกั้นไม่ให้จิตซัดส่ายสุ่มหาอารมณ์เอง
ประคองให้พุ่งแน่วลงในลมหายใจเป็นหนึ่งเดียว รวมทั้งไม่เผลอไหลลงหลับ ถึงจุดหนึ่งหญิงสาวเกิดความเพลินที่จะรับคำสั่ง
เวลานั้นเริ่มถอยจากความเป็นตัวของตัวเอง
แต่กลับเกิดศักยภาพที่จะรับรู้มากขึ้นเรื่อยๆ
ใจทรงนิ่งอยู่กับฐานคือกายอันวางนอน เห็นความปรากฏของกายคงที่
พลังอันเกิดจากการเล็งรู้อยู่ตัวโดยไม่ต้องประคองมากนัก เมื่อเกาทัณฑ์จับสังเกตสติของหญิงสาวนานไป ที่สุดก็เกิดสติ
และจับเป็นขณิกสมาธิเองด้วย
กระแสจิตเขายามนี้มีสภาพคล้ายผ้าอ่อนเนื้อแน่นที่พร้อมจะทิ้งตัวลงห่มคลุมสนิทแนบกับวัตถุใดๆที่ใจเจตนาเข้าจับ
เรียกว่าบำเพ็ญสมาธิภาวนามาถึงขั้นอ่อนตัว พร้อมใช้งานดังประสงค์ สัมผัสพลังที่รวมกลุ่มเป็นอันเดียวในกายตน
และเกิดความรู้ขึ้นมาเองว่าจิตที่เป็นสมาธิสามารถช่วยประคองคนอื่นได้
เช่นในขณะนี้เขาเกิดความเห็นอาการเป็นไปในหญิงสาวซึ่งยากจะอธิบายเป็นคำพูด
เมื่อแลเห็นหล่อนดึงลมหายใจเข้าและผ่อนลมหายใจออกแล้ว
เกิดการแปลความหมายขึ้นในหัวว่านั่นเป็นอาการลงตัวของสมาธิชนิดถูกสะกด
ถูกจูงโดยผู้อื่น หากเขาบังคับกระแสในตนเข้าช่วยประคองกระแสในหล่อน
ก็อาจทรงอยู่ได้นาน และสัมผัสรู้แผ่วๆคล้ายแตะตัวกันอยู่ด้วยปลายนิ้ว หล่อนกำลังนิ่งในภาวะพร้อมถูกสั่งเต็มที่
เรือนแก้วให้ความร่วมมืออย่างดี จึงบังเกิดผลรวดเร็วขนาดนี้ เอาล่ะแอ้ พูดกับผมนะ บอกซิว่าตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง เรือนแก้วนิ่งเป็นครู่ ก่อนขมุบขมิบปากพูดกับเขาตามปกติ มีความสุข เห็นร่างกายออกมาจากข้างในตลอดเวลา เกาทัณฑ์ย่นคิ้วเล็กน้อย
เพราะคาดหมายว่าหล่อนจะพูดคล้ายละเมออยู่ในภวังค์
เขาเพิ่งมาเรียนรู้ว่าอาการครึ่งหลับครึ่งตื่นในภาวะสะกดนั้น
ครึ่งหนึ่งหลับ ครึ่งหนึ่งตื่นจริงๆ รับฟังได้
พูดและคิดตามได้เป็นปกติเกือบสมบูรณ์ ถึงขั้นนี้เขาต้องการให้หล่อนหมดจากความรู้สึกทางกาย
เพื่อให้เหลือแต่จิตสว่างพร้อมฉายภาพนิมิตอย่างมั่งคั่งด้วยกระแสสติเหมือนฝันดี
จึงสั่งว่า แอ้...คิดไปนะว่าเนื้อของเราเหลวลงนิดหนึ่ง
เว้นจังหวะเป็นครู่แล้วถามว่า คิดได้ไหม? ได้ หญิงสาวตอบเกือบทันที
เพราะความรู้สึกทางกล้ามเนื้อตลอดร่างมลายหายไปเกือบหมด
เพียงคิดว่าเนื้อส่วนบนเหลวลงนิดเดียว คราวนี้... เกาทัณฑ์สั่งต่อ
คิดว่าฟูกกับเนื้อเราละลายกลืนเป็นอันเดียวกัน หยุดเว้นดูท่าทีของหล่อน
พลางส่งใจจับอาการทางกล้ามเนื้อทั่วกายหญิงสาวเท่าที่ตาเห็น ยังมีกายอยู่อีกไหมในความรู้สึก? มี...มีลมหายใจเข้าออก เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าระดับลมหายใจของหล่อนยังค่อนข้างแรง จึงบอกไป ถูกแล้ว ลมหายใจจะยังอยู่กับเราเสมอ ต่อไปนี้เมื่อหายใจเข้า
แอ้จะเห็นแสงสว่างเพิ่มขึ้นในตัวทีละน้อย
ลมหายใจกับแสงสว่างเป็นอันเดียวกัน พักนิดหนึ่ง เพื่อให้เรือนแก้วจินตนาการตามเฉพาะลมหายใจเข้า
เมื่อเห็นระบายลมออกจึงมอบจินตภาพต่อมา ลมหายใจออกจะพาความรู้สึกในกายที่หลงเหลืออยู่ให้หมดลง
เพราะลมหายใจออกกับความรู้สึกในกายเคยคลุกเคล้าเป็นอันเดียวกัน พอเขาเห็นหล่อนหายใจเข้าและผ่อนออกจนสุดในครั้งถัดมา ก็ถามทันที รู้สึกสว่างขึ้น และเหมือนกายหายไปไหม? รู้สึก เรือนแก้วตอบราบเรียบ ริมฝีปากระบายยิ้มเล็กน้อย สนใจสายลมเข้าและแสงสว่างให้มากกว่านี้ แล้วจะสว่างขึ้นเรื่อยๆ หญิงสาวจับคำพูดของเกาทัณฑ์ด้วยสติที่เปลี่ยนไปอีกรูปหนึ่ง
ทุกสิ่งปรากฏขึ้นตามคำของเขาราวกับเป็นการบันดาลจากเวทมนตร์
ในหัวเรืองแสงสว่างไสวขึ้นจริงๆ
คล้ายเกาทัณฑ์หมุนปุ่มเร่งนีออนรอบๆกายหล่อนได้ กว่าสิบครั้งของลมหายใจเรือนแก้วที่เกาทัณฑ์คุมด้วยคำพูดอยู่ตลอดเวลาเพื่อรักษาอัตราเร็วและน้ำหนักลมให้คงตัว
ในที่สุดหล่อนก็รายงานว่า สว่างเหลือเกินเต้...แอ้ไม่เคยเห็นใจตัวเองสว่างสวยเท่านี้มาก่อนเลย เกาทัณฑ์ซึ่งเป็นผู้ทำการสะกดเองก็กะพริบตาทึ่ง
สัมผัสทางใจบอกว่าเรือนแก้วพบสภาวะที่น่าปีติชื่นใจจริงๆ
เพิ่งซึมซับและตระหนักถึงอำนาจดลบันดาลจากปากตนว่าน่าอัศจรรย์ปานใด
แม้คิดพูดตามอัตโนมัติตามที่เห็นควรเฉพาะหน้า
ก็อาจให้ผลเกินความคาดหมายได้ขนาดนี้ อย่าตื่นเต้น
เขาบอกหล่อนทั้งที่ตัวเองนั่นแหละชักใจเต้นกับผลลัพธ์
แสงสว่างและความสุขสบายนี้จะอยู่กับแอ้ตลอดเวลา
แอ้สามารถรู้สึกได้ใช่ไหมว่ามันคงตัวอยู่อย่างนั้นโดยไม่ต้องบังคับ เรือนแก้วนิ่งไปนานเกือบครึ่งนาที ก่อนรายงานตามจริง แสงหรี่ลง... ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอเก้อๆ
พยายามรวบรวมสติสัมปชัญญะไม่ให้เสียความเชื่อมั่น
คิดว่านั่นเป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่ง เขาไม่ควรพูดตามอำเภอใจจนเกินไป
ประเภทสั่งว่าจะให้คงอยู่ จะให้ตรึงสภาพไว้อะไรทำนองนี้
ทุกจุดมีจังหวะเฉพาะหน้าของตัวเองเสมอ ถ้าอย่างนั้นหายใจเข้าใหม่ดีๆ และคิดว่าเราดึงแสงเข้ามาทางลมหายใจ
เรามีความอบอุ่นสบายใจเพิ่มขึ้นเพราะลมหายใจเข้านั้น เรือนแก้วหายใจยาวลึกกว่าปกติ พักหนึ่งก็ยิ้มแช่มชื่นออกมาอีก
เกาทัณฑ์รับรู้ได้ว่านั่นเป็นอาการเฉียดสมาธิระดับที่มีปีติหล่อเลี้ยง
ทว่าต่างจากสมาธิปกติคือหล่อนไม่อาจค้ำยืนโดยปราศจากการช่วยประคับประคองจากเขา ต่อไปนี้หายใจเข้าทุกครั้ง
ให้แอ้คิดว่าเพื่อรักษาแสงสว่างในหัวให้คงที่นะ ปล่อยให้หล่อนหายใจอีกสี่-ห้าหนจึงถามใหม่ แสงสว่างเป็นปกติดีไหม? เป็นปกติ สดชื่นมาก... หญิงสาวยิ้มกว้างราวกับยืนสูดอากาศบริสุทธิ์บนผาสูงยามเช้าตรู่
เกาทัณฑ์จับตามองด้วยความพึงพอใจ สูดลมหายใจด้วยความสดชื่นตามไปด้วย
เกิดความรู้สึกว่าตนประสพความสำเร็จอย่างงดงามในเบื้องต้นนี้ คล้ายเรือนแก้วเตาะแตะหัดเดิน เขาเป็นพี่เลี้ยงเบื้องหลังด้วยความจดจ่อ
มีความนุ่มนวลอ่อนโยนเกิดขึ้นอย่างท่วมท้น ผมจะเริ่มให้แอ้ย้อนนึกถึงอดีตแล้วนะ ตั้งต้นกันที่จุดใกล้สุด
ให้คิดว่าเราจะเห็นทุกสิ่งตามที่เคยเกิดขึ้นจริงเท่านั้น เมื่อเรือนแก้วเงียบพร้อม เกาทัณฑ์ก็สั่งแผ่วชัด นึกถึงตอนที่ได้ยินผมเคาะประตู ผมเคาะกี่ครั้ง? คล้ายเสียงก๊อก ก๊อกเกิดขึ้นในหัว หญิงสาวรายงานตามที่ระลึกได้ สองครั้ง บอกซิว่าแอ้ทำอะไรบ้างเมื่อมาเปิดประตูให้ผม หญิงสาวตรึกนึกทบทวน
เริ่มจากจุดที่ตนเองนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งก่อนได้ยินเสียงเคาะประตู
เบื้องแรกเหมือนศีรษะหล่อนเป็นถังแก้วที่บรรจุเต็มด้วยน้ำขุ่น
เห็นภาพความจำไม่ถนัดนัก แต่ด้วยแรงดันของสมาธิที่เกิดจากการสะกด
คล้ายน้ำในถังลดฮวบลงเผยให้เห็นภาพชัดสนิท ปราศจากสิ่งปกคลุมมัวมน
นั่นเป็นการพลิกตัวของสมาธิจิตที่ระลึกภาพความจำ ภาพที่เห็นในหัวปรากฏเป็นรูปทรงสัณฐานสองมิติคับแคบ
แตกต่างจากของจริงที่เป็นสามมิติกว้างโล่งโดยรอบ
ทั้งนี้เพราะภาพที่จิตฉายออกมายังผูกติดกับกายประสาทอันเป็นเสมือนเครื่องขัง
เครื่องมุงบังในเขตแคบจำกัด และแสงของจิตที่ปราศจากกำลังฌานสนับสนุน ก็ฉายตัวเพียงมลังเมลือง
คล้ายอยู่ในห้องใต้ดินที่มีแสงสว่างลอดผ่านเข้ามาทางช่องหน้าต่างริบหรี่
ภาพนิมิตจึงปรากฏเป็นรูปทรงสีสันชัดเจนในเงาสลัว
มิใช่ชัดเจนในแสงสว่างกลางแจ้ง ด้วยความทรงจำอันสดใหม่ใกล้ปัจจุบัน
เรือนแก้วเห็นตนเองกำลังนั่งสำรวจความพร้อมของหน้าตาในเงากระจก
จำได้ถึงความกระวนกระวายนิดๆเพราะรู้ว่าใกล้เวลานัด
และเกาทัณฑ์จะตรงเวลาเสมอ เมื่อเสียงเคาะประตูดังขึ้น หล่อนดีใจหน่อยๆ ลุกขึ้นจากม้านั่ง
หมุนตัวเดินมาทางประตู ตอนแรกภาพกระโดดๆน่าอึดอัดรำคาญ
แต่พอใจคล้อยลงในภาพความทรงจำมากกว่าเก่า
ก็เห็นต่อเนื่องราวกับเกิดขึ้นอีกครั้ง
เรือนแก้วสนุกกับประสบการณ์แปลกใหม่นั้นมาก
ก้ำกึ่งในความรู้ตัวว่านั่นเป็นอดีต
คละกันกับความรู้สึกตัวบนเตียงนอนในปัจจุบัน แอ้ลุกจากโต๊ะเครื่องแป้ง เดินมาเปิดประตูให้เต้ เมื่อหล่อนพูด ภาพชะงักค้างคล้ายเครื่องฉายหยุดเดินลงชั่วขณะ พอเปิดประตูแล้วแอ้ก็กลับมานั่งที่เดิม เกาทัณฑ์พยักหน้า ย้อนกลับมาตอนยังนั่งหน้าโต๊ะเครื่องแป้งใหม่
แอ้ก้าวเท้าแรกเป็นซ้ายหรือขวา เรือนแก้วคิดตาม แล้วเห็นตนเองย่างเท้าขวาออกเป็นก้าวแรก ขวา ชายหนุ่มพยายามให้หล่อนเจาะลึกลงไปในรายละเอียดรอบด้าน
เพราะเห็นมีความสำคัญในอันที่จะทำให้ตัวรู้ตัวคิดทั้งหมดในอดีตย้อนกลับมา
ให้ทบทวนแม้ความรู้สึกขณะยื่นมือไปสัมผัสลูกบิดประตู
หรือกระทั่งเมื่อเท้าสัมผัสพรมในห้องขณะเดินไปเดินกลับ พอนึกถึงรายละเอียดอย่างนี้ทำให้ความเห็นชัดขึ้นไหม? ถามอย่างทราบอยู่แล้วเนื่องจากเคยปฏิบัติเองมาก่อน ชัดขึ้น คราวนี้ย้อนนึกไปถึงเมื่อตอนเช้า เราเข้าห้องทำงานของนายชุน... เขาให้เรือนแก้วทบทวนบทสนทนา
ซึ่งหล่อนเล่าได้อย่างถูกต้องละเอียดลออเป็นฉากๆ
กับทั้งสามารถหัวเราะออกมาได้เบาๆกับบางถ้อยคำและท่าทางที่ออกรสออกชาติของตนเอง
ด้วยเจตนาจะให้นายชุนนึกเอ็นดู เมื่อเห็นกิริยาและได้ยินน้ำเสียงของตนเองด้วยใจที่กำลังสว่างนิ่งอยู่เหนือภาวะสามัญ
บางทีก็คล้ายเป็นคนหนึ่งเฝ้าดูอีกคน ตลกชอบกล เรือนแก้วไหลไปตามแรงดึงดูดของกระแสความทรงจำ
บางจังหวะถึงกับตกใจที่สีสันและเส้นสายในภาพมีความคมชัดจนเชื่อสนิทว่าเป็นปัจจุบัน
เพราะสำนึกของตัวตนที่นอนบนเตียงหายหนไปหมด
หล่อนยังคงสภาพรู้เห็นออกมาจากมุมมองของบุรุษที่หนึ่ง เป็นศูนย์กลาง
เป็นผู้ประจักษ์ ผู้ร่วมโต้ตอบ
บางทีเหลือเพียงอนุสติบางๆว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงภาพอดีตที่จบลงแล้ว
ผ่านเลยไปแล้ว ภาพส่วนใหญ่แม้คมกริบ ก็มีลักษณะกระโดดบ้าง
ทั้งนี้เนื่องจากยามปกตินั้นคนเราหมกมุ่นฟุ้งซ่าน สติขาดตอนเป็นห้วงๆ
จะเห็นภาพ
ได้ยินเสียงที่มีอิทธิพลขนาดสมองเก็บบันทึกลงจิตแค่ครึ่งต่อครึ่งสำหรับคนสติดีทั่วไป
ถ้าใครเหม่อมากหน่อยอาจไม่เห็น ไม่ได้ยินสิ่งรอบตัวเลยเป็นนาที เกาทัณฑ์เริ่มสอบถามเป็นระยะว่าเหนื่อยไหม
ความทรงจำที่ทยอยลำดับมายังชัดเจนอยู่หรือเปล่า
ปรากฏว่าเรือนแกัวยังชอบใจที่จะเกาะติดอยู่กับกระแสความทรงจำอย่างต่อเนื่อง
กระปรี้กระเปร่าพร้อมจะขยับถอยกลับไปเรื่อยๆไม่เหนื่อยล้า ครึ่งชั่วโมงแรกเกาทัณฑ์ให้หล่อนพูดถึงเฉพาะเหตุการณ์ที่มีเขาร่วมอยู่ด้วย
เพื่อความแน่ใจว่าหล่อนสามารถระลึกได้จริง และถูกต้องครบถ้วน
เป็นการพิสูจน์ว่าครึ่งที่ตื่นของหล่อนในบัดนี้
เต็มไปด้วยสติแจ่มใสสมบูรณ์แบบ ถัดจากนั้นจึงเริ่มย่างเข้าสู่โลกส่วนตัวของหล่อนที่เขาไม่เคยรับรู้
โดยตัดสินใจทดลองให้ย้อนแบบก้าวกระโดด นึกถึงช่วงวัยรุ่น... เขากล่าวสั่งอย่างคลุมเครือ เพื่อให้ใจหล่อนสุ่มเลือกโดยอิสระ
ไม่ผูกโยงอยู่กับเครื่องแบบนักเรียนหรือชุดลำลองในเหตุการณ์หรือสถานการณ์ใดๆ ตรวจดูซิว่ามีเรื่องราวอะไรที่แอ้ประทับใจ มีความสุขกับมันมากที่สุด
และเด่นขึ้นมาก่อนเพื่อน ด้วยเพราะเกาทัณฑ์รับรู้อยู่ก่อนแล้วว่าเพื่อนสาวมีปมทุกข์ใหญ่หลวง
จึงจงใจกระโดดข้ามด้วยการใช้คำพูดให้หล่อนตรึกนึกย้อนเฉพาะเหตุการณ์ที่เป็นสุข
เพื่อผลของการสะกดเริ่มแรกจะได้ไหลลื่นด้วยกำลังปีติจนสุดทาง อีกอย่างคือในการสะกดครั้งนี้เขาให้หล่อนระลึกถึงสะเก็ดความจำที่ผุดเด่นขึ้นมาเอง
ไม่ให้ต้องใช้ความพยายามเลย เพราะความพยายามนั่นแหละคือตัวสกัดกด
มิได้ช่วยดึงความจำขึ้นมาแต่อย่างใด หญิงสาวเงียบนิ่งไปอึดใจ ก่อนแย้มยิ้มระรื่นและเล่าว่า แอ้ซ้อนท้ายจักรยานเพื่อน มืออุ้มลูกหมาที่พ่อซื้อให้
เป็นพันธุ์ปักกิ่ง ขนยาวขาวนุ่ม ชื่อก๋วยจั๊บ เกาทัณฑ์ขมวดคิ้วหน่อยๆ กำลังซ้อนจักรยานใครไปไหน? ใบหน้าเรือนแก้วเปื้อนด้วยรอยยิ้มสดใส เขามารับไปกินไอติมด้วยกันที่หน้าหมู่บ้าน เป็นวาระที่เกาทัณฑ์รู้ใจตนเองชัดเดี๋ยวนั้น
ว่าความผูกพันที่มีต่อเรือนแก้วไม่อาจเรียกว่าเป็นเพื่อนอย่างบริสุทธิ์ใจ
เพราะอารมณ์เริ่มเจือด้วยความขุ่น
สิ่งที่ผุดพลุ่งขึ้นมาจากอกในยามนั้นคือความริษยาเจ้าหนุ่มนิรนามผู้ถือแขนจักรยานนำหล่อนในอดีตไปสวีทจี๋กันตามประสาวัยรุ่น
สีหน้าเรือนแก้วฟ้องชัดว่าหลงใหลได้ปลื้มหมอนั่นเพียงใด
รักแรกก็อย่างนี้แหละ... แปลบปลาบอยู่ชั่วครู่ก่อนข่มอกข่มใจให้เป็นปกติ
ระลึกว่าตนกำลังทำหน้าที่ใดอยู่ อย่างไรก็ตาม
คำถามต่อมาก็สนธิมาจากความรู้สึกค้างคาที่เจือด้วยการเอาตัวเองเข้าไปพัวพันนั่นเอง แอ้รักเขามากไหม? ถามเสร็จจึงเพิ่งสำนึกว่าเป็นการซอกแซกเรื่องส่วนตัว เสียมารยาทยิ่ง
และนั่นก็ถูกสะท้อนด้วยปฏิกิริยาปฏิเสธจากหญิงสาว
หล่อนไม่ถูกสะกดลึกขนาดถูกครอบงำจนไร้ความเป็นตัวของตัวเองถึงที่สุด
จึงมีความคิดยับยั้ง ตอบเขาเพียงด้วยรอยยิ้มเฉยเมย เกาทัณฑ์รู้ตัวว่ากำลังออกนอกลู่นอกทาง
ซึ่งอาจฉุดให้การสะกดสะดุดอยู่แค่นั้น
จึงรีบจินตนาการเห็นตนเองเป็นสุญญากาศ
เพื่อให้น้ำเสียงและความต้องการที่เข้ากระทบใจเรือนแก้วเป็นกลางที่สุด ไอติมที่แอ้สั่งมาทานคราวนั้นรสอะไร? ช็อกโกแล็ต...ช็อกโกแล็ตซันเดย์ แอ้ชอบที่สุด จำความเย็น จำรสที่แตะลิ้นในคราวนั้นได้ไหม? จำได้ ลองนึกถึงกลิ่น นึกถึงบรรยากาศทั่วไปในร้าน ชัดไหม? ชัด ในร้านเปิดไฟนีออนสว่าง อากาศโปร่ง เย็นสบาย กลิ่นใหม่สะอาด
โต๊ะเก้าอี้ลายไม้สีน้ำตาลอ่อนกับข้างฝาทาสีครีม
มีภาพไอติมแปะอยู่แบบลดหลั่นต่ำสูง
มีป้ายโฆษณาขนาดใหญ่หลังบาร์เคาน์เตอร์... จำได้ไหมว่าวันนั้นเป็นวันอะไร? แม้ความคิดและความรู้สึกขณะทานไอศกรีมจะเด่นชัดในหัวราวกับอยู่ในอดีตจริงๆ
แต่การย้อนนึกวันเวลากลับต้องอาศัยความพยายามในภาวะปัจจุบัน
เพราะตัวตนในร้านไอศกรีมไม่ได้มีจุดใดโยงใยถึงวันเวลาให้ระลึกได้ เรือนแก้วหยุดทบทวนเป็นครู่จนหัวคิ้วขมวด ก่อนตอบด้วยเสียงค่อยลง จำวันไม่ได้ รู้แต่เป็นวันเรียน เพราะใส่ชุดนักเรียนอยู่ นั่นเป็นอีกข้อเท็จจริงหนึ่ง
จิตซึมซับไว้เฉพาะการประมาณเวลาและเหตุการณ์สำคัญ ไม่ใช่วันที่ เดือน
และปีละเอียดชัดเหมือนอย่างบันทึกของนักสะกดจิตบางเจ้าที่ระบุได้เป็นตุเป็นตะ
ราวกับมีปูมบันทึกฝังอยู่ในหัวผู้ถูกสะกด อย่าเคร่งเครียด
คราวหลังถ้านึกไม่ออกก็ไม่ต้องเค้นนะ...แอ้รู้ตัวไหมว่ากำลังเป็นเด็กลง? เรือนแก้วทบทวนคำถามเขา ประมวลอยู่ครู่หนึ่ง
ใจย้อนกลับเป็นตัวของตัวเองในปัจจุบันชั่วขณะ
แต่แวบเดียวก็หันกลับไปหาอดีตหวานชื่นมื่นในร้านไอศกรีม
ความคิดในหัวยามอยู่ในวัยนั้นกระจัดกระจาย
ไม่คมกริบเป็นหนึ่งเดียวเหมือนวัยใส่สูททำงานในบริษัทใหญ่
หัวอกหัวใจเคยมีแต่สีชมพู มองโลกอภิรมย์
ต้องการการเอาอกเอาใจและคำพูดอ่อนโยนเหนือสิ่งอื่นใด ใช่ เหมือนแอ้เป็นวัยรุ่นอีกครั้งจริงๆ แอ้เห็นหน้าเขา ได้ยินเสียงเขา
รู้ความคิดในหัวของตัวเอง แปลกดีจังเลยเต้ มันไม่เหมือนความคิดเดี๋ยวนี้เลย
อย่างกับเป็นคนละคนแน่ะ ในที่สุดหล่อนก็ตอบแผ่วเบา
ภาคของจิตที่คิดพูดเช่นนั้นคล้ายเจือจางอยู่ที่สุดพื้นของสำนึกรู้ว่าหล่อนเป็นหล่อนบนเตียงนอนเดี๋ยวนี้ เกาทัณฑ์เห็นเพื่อนสาวตระหนักเช่นนั้น
ตนเองก็เกิดความเห็นอนิจจตาตามไปด้วย
และผุดคำพูดอันปรุงขึ้นด้วยอนิจจสัญญาโดยแทบมิได้เจตนา ตัวที่เห็นกายใจเป็นเรานั่นแหละคืออุปาทาน
แท้จริงร่างกายและความนึกคิดคลี่คลายไปเป็นอื่นตลอดเวลา กายใจในเวลานี้
วันหนึ่งก็จะเป็นอดีตเมื่อมองย้อนกลับมาจากอนาคตที่แตกต่างออกไป ขณะพูด เกาทัณฑ์เกิดความรู้สึกราวกับไม่ใช่เขา
แต่เป็นอีกตัวตนหนึ่งซึ่งอยู่สูงกว่าจิตสำนึกยามปกติ
เรียกว่าเป็นภาวะเกินตัวจริงไปชั่วขณะที่เกิดปัญญาธรรม ฝ่ายเรือนแก้ว แม้เป็นขณะแห่งการสะกด
มิใช่ด้วยปัญญาส่องรู้ด้วยเจตนาของตนเอง หล่อนก็พิจารณาและเห็นตามได้
จิตเกิดความสลดสังเวชขึ้นมาวูบวาบเมื่อตระหนักว่าอดีตแสนหวานเลือนหายไปหมดแล้ว... ลองสืบสาวดูซิว่าหลังออกจากร้านไอศกรีมแอ้ไปเที่ยวไหนกับเขาคนนั้นต่อ เขาพาแอ้กลับมาส่งที่บ้าน แล้วแยกกลับไป แล้วแอ้ทำอะไรต่อ? คราวนี้ภาพความจำเริ่มสะดุดอีก คล้ายกระโดดจับราวโหนตัวอันแรกไว้ได้
แต่เมื่อจะเหวี่ยงขึ้นคว้าราวต่างระดับที่อยู่สูงขึ้นไป
ก็คว้าพลาดแบบฉิวเฉียดเพราะกำลังที่ใช้เหวี่ยงตัวยังไม่แรงพอ นึกไม่ออก หล่อนรีบบอก เพราะเกาทัณฑ์เคยสั่งไม่ให้เค้นนึก ช่างเถอะ แสดงว่าเหตุการณ์ต่อมาไม่น่าสนใจพอ ไล่เลียงความเป็นมาสมัยวัยรุ่นอีกพักใหญ่ ฟังเรื่องราวในโรงเรียนมัธยม
ในบ้าน และสถานที่ท่องเที่ยว
จากนั้นเกาทัณฑ์ให้เรือนแก้วย้อนนึกถึงวัยเรียนชั้นประถม
จึงได้มีโอกาสเห็นกับตา
ได้ยินกับหูว่าผู้ถูกสะกดที่ย้อนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้งนั้น
กิริยาท่าทางขณะเล่าดูเหมือนกลายเป็นเด็กน้อยจริงๆ ...แอ้นอนตัวร้อน
แต่ก็มีความสุขมากที่พ่อยอมเสียเวลาก่อนไปทำงานมาป้อนข้าวต้มให้
ถึงจะแค่สิบนาทีก็เหมือนได้พ่อไว้เป็นของแอ้ทั้งวัน... เกาทัณฑ์มองหล่อนด้วยแววปรานี
แท้จริงเรือนแก้วผูกพันกับพ่อไม่น้อยกว่าแม่เลย
เขาจี้ให้ระลึกถึงพ่อในแง่ดีอีกหลายๆครั้ง โดยคาดหมายว่าเมื่อตื่นจากสะกด
หล่อนจะมีความรู้สึกกับพ่อดีขึ้นมาก กระทั่งอดีตดำเนินย้อนมาตามลำดับ เกาทัณฑ์ลองลงลึกไปอีกขั้น
ตัดสินใจให้ย้อนไปถึงเบื้องต้นชีวิตอย่างเตรียมจบการสะกดครั้งแรก คิดถึงเหตุการณ์ที่สนุกที่สุดสมัยเรียนอนุบาล... ดังกำหนดไว้แต่แรกว่าการสะกดครั้งนี้จะให้เรือนแก้วเห็นว่าชีวิตตนเป็นบรมสุข
เมื่อหล่อนตื่นจากการสะกดจะแช่มชื่นเบิกบานเป็นพิเศษ
เขาจึงไม่สะกิดปมร้ายขึ้นมาเลย แม้ทราบว่าโดยหลักการแล้ว
นั่นเป็นวิธีรักษาบาดแผลที่ดีเยี่ยม
เกาทัณฑ์อยากมั่นใจกับตนเองว่าการสะกดครั้งแรกนี้จะไม่มีสิ่งเกินความคาดหมายเหนือการควบคุมใดๆ นั่งฟังเพื่อนสาวเล่าถึงชีวิตยามเป็นหนูน้อยตัวจ้อย
ไม่ว่าจะเป็นระดับเสียงเล็กใส วิธีเลือกคำพูด วิธีแสดงความคิด
หรืออาการลังเลสับสนวกวนในบางคราว
ล้วนแต่เป็นกิริยาของทาริกาผู้เยาว์ต่อโลกทั้งสิ้น ชักนึกเสียดาย
ถ้ารู้ว่าจะได้ผลอย่างนี้
เขาจะยอมควักกระเป๋าซื้อเครื่องบันทึกเสียงจากร้านขายในออร์เชิร์ดสตรีทมาเก็บความน่าประทับใจไว้ฟังเล่นนานๆ ...แม่เป็นคนตั้งชื่อให้ แอ้รักเจ้าเอ้เตมากกว่าจุ้มปุ๊ก หล่อนบรรยายความรู้สึกที่มีต่อกระต่ายน้อยสองตัวในครอบครอง ตอนเจ้าเอ้เตจับผักบุ้งเคี้ยวมันทำท่าน่ารักดี... ชายหนุ่มหัวเราะโดยปราศจากสุ้มเสียง
ความรู้สึกคล้อยลงอ่อนโยนตามราวกับโลกใสในวัยเด็กมาปรากฏตรงหน้าตนด้วย
เขาปล่อยให้หล่อนวิ่งเริงร่าโดยยืนระวังเฝ้าดูอยู่ที่ข้างสนาม
รู้ว่าเรือนแก้วจะไม่พลัดหลงไปไหน เรือนแก้วระลึกดิ่งกลับไปไกลขนาดนี้ ไม่ถือว่าธรรมดาเลย
โดยเฉพาะในการสะกดครั้งแรก เขาเพลินฟังเรื่องราวในวัย 2-3 ขวบของหล่อน
และถอยกลับไปก่อนหนึ่งขวบในที่สุด ...ตอนแอ้อยากให้แม่อุ้ม แอ้ขยับมือเท้าไม่ได้
ความรู้สึกอยากร้องไห้มันออกมาเอง... นั่นคือความก้ำกึ่งมีสติคิดพูดได้อย่างหญิงสาวที่โตแล้ว
กับความอ้อแอ้ของเด็กแบเบาะ เกาทัณฑ์อยากทดลองอะไรบางอย่าง
ตามความรู้จากการอ่าน เขาทราบว่าเด็กแบเบาะนั้น
แม้ยังไม่รับรู้เรื่องราวภายนอก ไม่รู้ความ
แต่กลับหลับฝันได้อย่างชวนให้พิศวงสนเท่ห์ยิ่ง
ทางแพทย์รู้ว่าใช่แน่เพราะอาการกลอกตาขณะหลับอย่างคนฝัน
ไม่รู้เท่านั้นว่าเด็กๆเห็นหรือได้ยินสิ่งใดในหัว ตอนนี้เขาอาจมีโอกาสสืบรู้
ไขภาพและเสียงอันลี้ลับน่าใคร่รู้ในหัวของเด็กหญิงเรือนแก้วได้ นึกถึงตอนแอ้ปิดตาง่วงจะหลับลงกับบ่าของคุณแม่
เขาสั่งอย่างนุ่มนวลแบบพูดกับเด็ก จำภาวะความรู้สึกได้ไหม? จำได้ หล่อนตอบทันที ลองนึกให้ดีซิว่าพอปิดตาหลับแล้วฝันอะไรชัดๆบ้าง คราวนี้เรือนแก้วนิ่งไปนาน อาการนอนราบของหล่อนดูเป็นปกติ
แต่ใบหน้าเริ่มปรากฏริ้วรอยเคร่ง ซึ่งเกาทัณฑ์จับสังเกตเห็นได้ถนัด เต้...เหมือนเตียงหมุน หล่อนหมายถึงเตียงที่กำลังนอนอยู่เดี๋ยวนี้
ไม่ใช่ความจำในวัยเด็กอีกต่อไป กระแสแปลกชนิดหนึ่งซึมแทรกเข้ามาทีละน้อย
ปั่นวนอยู่ในหัว
และทำให้เห็นเหมือนเตียงหมุนเวียนจากซ้ายไปขวาแรงขึ้นทุกขณะ เกาทัณฑ์เบิกตานิดหนึ่ง ด้วยเพราะเตรียมรับมือกับสิ่งไม่คาดฝันมาแต่ต้น
จึงตั้งสติได้ไวเท่ากับที่รู้เห็นอาการผิดปกตินั้น แอ้... เขาเรียกหล่อนเสียงเข้ม ผมนั่งอยู่ข้างๆ
เห็นชัดเลยว่าเตียงไม่ได้หมุน นี่เป็นแค่ความไม่สมดุลในร่างกายแอ้นิดหน่อย
อย่ากลัว ลองยกมือซ้ายขึ้นซิ เรือนแก้วต้องใช้ความพยายามเป็นครู่ กว่าจะดึงความรู้สึกทางกายกลับมา
และทราบว่ามือซ้ายอยู่ตรงไหน
ตอนสมองสั่งให้ยกขึ้นนั้นต้องใช้ความพยายามอย่างหนักราวกับมือตนเองเป็นของจับแล้วหลุด
จับแล้วหลุด นี่มือผม เกาทัณฑ์กล่าวขณะรวบมือหล่อนไว้ในอุ้งมือตนมั่นคง
รู้สึกได้ใช่ไหม? รู้สึก จับสัมผัสที่มือไว้ เพราะผมอยู่ที่ความหยุดนิ่ง
แอ้ก็ต้องนิ่งด้วยเช่นกัน พลังในน้ำเสียงมั่นคงของเขาที่แฝงกระแสบางอย่างมาในอากาศ
เมื่อรวมเข้ากับไออุ่นในอุ้งมือแข็งแรง
ทำให้ความเคว้งงงและการหมุนของเตียงค่อยๆจางลงราวกับม้าหมุนจะหมดรอบ
และในที่สุดก็แน่นิ่ง ปลอดภัยเป็นปกติจนได้ หยุดหมุนแล้ว... เกาทัณฑ์ถอนใจโล่งอก ปล่อยมือหล่อนวางราบตามเดิม
เตรียมสั่งให้หล่อนถอยย้อนกลับสู่สภาพปกติเพื่อยุติการสะกด หายใจเข้าให้เต็มปอด แล้วระบายช้าๆ... ประวิงเวลาก่อนตื่นของเรือนแก้วเพื่อให้ทั้งร่างกายและจิตใจคืนสู่สภาพสมดุลเดิม
กล่อมให้หล่อนเห็นตนเองในปัจจุบันไล่มาเรื่อย
กระทั่งบุคลิกทั้งหมดกลับเป็นปกติแน่แล้ว เกาทัณฑ์จึงบอกในขั้นสุดท้าย แอ้อยู่กับผมในห้องพักของแอ้เอง
ตอนนี้เหมือนเราไปเที่ยวและกลับถึงบ้านเรียบร้อย
ฟังผมนับห้าถึงหนึ่งเพื่อให้แอ้เตรียมใจตื่น
พอได้ยินเสียงดีดนิ้วให้ลืมตาช้าๆ เขานับ ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง แล้วลัดนิ้วแป๊ก
เปลือกตาหญิงสาวแย้มเปิดขึ้นครึ่งหนึ่งทันที
แล้วจึงค่อยๆเบิกเต็มหน่วยในเวลาต่อมา นัยน์ตาหล่อนกลอกมาหาเขา ริมฝีปากคลี่ยิ้มอย่างมีความสุข
เกาทัณฑ์ยักคิ้วให้ทีหนึ่ง เป็นไงมั่ง? เรือนแก้วมองเพื่อนชายด้วยแววทอดสนิท เมื่อครู่หล่อนยอมตกอยู่ในมือเขา
ให้เขาชักจูงไปทุกหนทุกแห่ง บัดนี้คล้ายเขาผูกพันกับหล่อนมาทั้งชีวิต
นั่นเป็นผลลัพธ์อย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้น
นึกอยากลุกขึ้นกอดเขาอย่างจะแสวงหาความอบอุ่นสักครั้ง
แต่เกรงจะเข้าใจผิดและนึกดูถูก จึงได้แต่ดึงกายขึ้นนั่ง
ปัดผมเผ้าให้เรียบร้อย เพิ่งเคยสะกดแอ้เป็นคนแรกจริงๆเหรอ? จริงสิ รู้สึกยังกับผู้เชี่ยวชาญตัวจริงเลยนิ แล้วหล่อนก็หรี่ตารำพึง รู้สึกแปลกดีจัง ทดลองเลื่อนแขนเปลี่ยนที่วางมือ
สัมผัสแห่งความเป็นปัจจุบันช่างน่าจับสังเกตอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
หล่อนขยับเขยื้อนอย่างมีสติเดี๋ยวนี้
อีกสิบนาทีข้างหน้าจะยังประทับอยู่ในความทรงจำให้สามารถย้อนระลึก
ประสบการณ์ในชีวิตมนุษย์มีความหมายเพียงเพื่อให้ถูกจำและถูกลืมเท่านี้เองล่ะหรือ? ขอบใจนะที่พยายามทำให้แอ้รู้สึกว่าชีวิตตัวเองมีความสุข สายตาที่เบนมามองเขาทอดอ่อนด้วยกระแสความขอบคุณ แอ้ชักสนุกกับการสังเกตสัมผัสและรายละเอียดต่างๆในปัจจุบันแล้วสิ
นั่นแหละเบื้องต้นของการปฏิบัติธรรมในวิถีพุทธ
มีสติอยู่กับรายละเอียดจนเกิดตัวรู้ มองเห็นกาย
มองเห็นความคิดแยกกันเป็นชั้นๆ เพียงแค่ถามตัวเองว่ากำลังคิดอะไร
รู้สึกอย่างไรต่อผัสสะหนึ่งๆ ซึ่งเมื่อปฏิบัติถึงระดับ ขึ้นใจ
แล้วจะเกิดผลมากมาย อย่างถ้าย้อนระลึกอดีต
ก็จะเกิดตัวรู้ตัวเห็นที่ชัดเจนสมจริงมาก เรือนแก้วอ้าปากจะพูดโต้ตอบ
แต่ก็ต้องตกใจสะบัดหน้าและอุทานอุ๊ยเบาๆเมื่อประตูห้องเปิดผางโดยแขกผู้ไม่ได้รับเชิญ
อาคันตุกะหน้าเหี้ยมสองคนรุกล้ำเข้ามาอย่างพรวดพราด
คนหนึ่งงับประตูปิดลงอย่างรวดเร็ว
อีกคนกรากเข้าชี้ปืนขู่เจ้าของห้องในระยะห่างเพียงสองเมตร เฉยๆแล้วกูจะไม่ทำอะไรพวกมึง! เสียงสั่งเป็นภาษาอังกฤษกระชากห้วน ปืน .38
ออโต้ในมือแผ่กระไอทมิฬมืดออกมาจากรูกระบอกดำลึก กดให้รู้สึกอยากหดหัว
น่ากลัวจนเชื่อได้ทันทีว่ามีลูกปืนในรังเพลิง
พร้อมระเบิดออกมาทะลุเป้าหมายอย่างมนุษย์เนื้ออ่อนให้เจ็บดิ้นหรือสิ้นชีพเพียงลงมือกระดิกนิ้ว สองหนุ่มสาวเบิกตาค้าง ตะลึงงันจนลำคอตีบตัน พูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว
กลิ่นอายเพชฌฆาตอันเหม็นหืนที่ลอยมาจากร่างป้อมเป็นมะขามข้อเดียวนั้น
กลบกลิ่นหอมอวลในห้องลงสิ้น
บางคนที่ฆ่ามนุษย์ไว้มากจะมีกลิ่นขื่นเขียวชวนสะอิดสะเอียนเฉพาะตัวที่ฟอกล้างด้วยสบู่ไม่ออก
เกาทัณฑ์เคยพบมาก่อน
และทำให้ทราบทันทีว่าหมอนี่ฆ่าเขาง่ายเป็นผักปลาดังตาประกาศแน่ เรือนแก้วเหมือนถูกตรึงด้วยตะปู
เพราะหวาดกลัวจนระบบประสาทชาไปหมดทั้งร่าง
สิ่งแรกที่ทำเมื่อคลายจากอาการแข็งค้างได้หน่อยคือถลันข้ามเตียงไปขออาศัยร่างเพื่อนหนุ่มเป็นกำบัง
เบียดกอดเกาทัณฑ์จากเบื้องหลังแน่นทั้งเนื้อตัวสั่นเทา
ขณะโจนตัวก็ขนหัวลุกเพริดแทบอยากหวีดร้องด้วยเกรงจะยินเสียงปืนลั่น
และมีพญายมมากระชากวิญญาณตน ยังดีที่หมอนั่นรู้ว่าเป็นกิริยาที่เกิดจากความประสาทเสีย
เยือกเย็นพอจะจ่อปืนเฉย เรือนแก้วซุกหน้าแอบลงกับต้นคอเพื่อนหนุ่ม
เผยตาข้างเดียวดูชายผู้มีใบหน้าเหลี่ยมหักราวกับยักษ์มาร
นัยน์ตาโปนโตอำมหิตที่เพ่งอย่างมุ่งร้ายหมายขวัญใกล้ตัวในบัดนี้
สร้างความหมายของคำว่า ประสบการณ์ ขึ้นใหม่ในใจหล่อน
เอี่ยมอ่องที่สุดในชีวิต เต้... สุ้มเสียงสั่นกระเส่าอย่างน่าสงสารนั้น
ปลุกเกาทัณฑ์ให้ตั้งสติกลับสู่สถานการณ์จริงอย่างฉับพลัน
อย่างน้อยก็รับรู้ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน
และเป็นเรื่องที่เขาต้องคิดอ่านรับมือโดยด่วน
ถ้าปล่อยให้ความตกใจกลัวเข้าครอบงำ
สิ่งเลวร้ายอาจยิ่งร้ายถึงที่สุดเกินกว่าจะผ่อนหนักเป็นเบาได้ เรื่องไม่คาดฝันมีอยู่มากมาย จะร้ายหรือดีล้วนปรากฏเหมือนความบังเอิญ
แต่น้อยคนจะรู้ว่าเหตุการณ์ที่มีผลกระทบกับวิถีชีวิตอย่างแรงนั้น
ที่แท้เป็นวิบากกรรมอันมีจริง เห็นได้จริง ไม่มีเรื่องใดบังเอิญเลย
จะเป็นเวลาไหน โยงใยกับใคร กรรมเป็นผู้คัดเลือกทั้งสิ้น มีเริ่มต้องมีจบ ทุกคนที่เผชิญเหตุร้ายต่างภาวนาให้จบลงด้วยดีที่สุด
โดยเร็วที่สุด แต่คนเราให้เล่นกีฬาที่ไม่เคยลงสนามจริงนั้น ใครเล่าประมาณแพ้ชนะ
ประมาณช้าเร็วได้ว่าเมื่อไหร่จบ? |
![]() | ||||
![]() | ||||||
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
|