Home | Contact Us

sea03.gif

 

  :::        หน้าหลัก      :::    โรคมะเร็ง     :::   โรคเอดส์    :::    โรคตา    :::            โรคความดัน        ::: โรคผิวหนัง : โรคเบาหวาน

 

 

 :::     โรคระบบหายใจ    :::      ระบบทางเดินอาหาร      :::      ระบบทางเดินปัสสาวะ           :::            กระดูกและข้อ          :::     :::

 

sea03.gif

 

 

: สุขภาพ วัย :
เด็ก
วัยรุ่น
สตรีตั้งครรภ
สตรีทั่วไป
เพศชาย
ผู้สูงอาย
HEALTH ทั่วไป
สุขภาพทั่วไป
อาการเจ็บป่วย
โภชนาการ
อาหารเพื่อผู้บริโภค
การออกกำลังกาย
การควบคุมน้ำหนักตัว
ยาเสพติด
ความปลอดภัย
การปฐมพยาบาล
กรณีฉุกเฉิน
แผลเลือดออก
แผลจากความร้อน
ฟกช้ำ
ไฟฟ้าช๊อต
บาดเจ็บที่ศรีษะ
เมื่อหน้ามืด/เป็นลม
เพลียแดด/เป็นลมแดด
ของติดคอ
ท้องเสีย
ตะคริว
งูกัด
ข้่อแพลง
ผึงต่อย
เลือดกำเดาออก
กระดูกหัก
อวัยวะถูกตัดขาด
โรคลมชัก
คนจมน้ำ
 
HEALTH ระบบ
โรคเบาหวาน
โรคหัวใจ
โรคมะเร็ง
โรคเอดส์
ระบบทางเดินหายใจ
ระบบทางเดินอาหาร
ระบบทางเดินปัสสาวะ
กระดูกและข้อ
สุขภาพเท้า
ผิวหนัง
หู คอ จมูก
ตา
ฟัน
สุขภาพจิต

 

 

     

เตรียมความพร้อมให้กับคุณแม่ยังสาวทั้งก่อนและหลังคลอด

เมื่อคุณผู้หญิงต้องรับบทคุณแม่ที่กำลังจะมีลูกน้อย ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลอีกต่อไปค่ะ คุณต้องเตรียมความพร้อมตั้งแต่ช่วยตั้งครรภ์ คุณแม่ควรพิถีพิถันดูแลเอาใจใส่สุขภาพตลอดเวลา เริ่มตั้งแต่การฝากครรภ์เพื่อช่วยให้คุณแม่ และทารกน้อยมีความปลอดภัยจากโรคทุกชนิด คุณแม่ต้องไปพบแพทย์ตามที่นัดทุกครั้ง ห้ามพลาดนะค่ะ และหากเกิดมีอาการผิดปกติ อาเจียนบ่อยครั้ง มีเลือดซึมออกทางช่องคลอด หรือมีตกขาวมาก น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ต้องรีบไปพบแพทย์โดยด่วน นอกจากนี้ในขณะที่ตั้งครรภ์ ควรรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ ซึ่งจะช่วยบำรุงให้มารดา และทารกมีสุขภาพที่แข็งแรง ควรทานผักและผลไม้ เพื่อไม่ให้เกิดอาการท้องผูก ช่วยให้ขับถ่ายง่าย รวมถึงเลือกใส่เสื้อผ้าหลวม ๆ สบาย ๆ ใส่รองเท้าส้นเตี้ย หลับพักผ่อนให้เพียงพอ วันละ 8-10 ชั่วโมง"ในช่วงระหว่างใกล้คลอด คุณแม่มีอาการเจ็บท้องถี่ขึ้นเรื่อย ๆ มีน้ำเดินและมีมูกเลือดออกมาตามช่องคลอดนั่นแสดงว่าใกล้เวลาที่ทารกน้อยกำลังจะออกมาลืมตาดูโลก"ข้าวของที่จะตระะเตรียมไปโรงพยาบาล คือ ของใช้ส่วนตัว ของใช้สำหรับเด็กอ่อน และที่ลืมไม่ได้เด็ดขาด หลักฐานในการทำสูติบัตร สำเนาทะเบียนบ้าน บัตรประชาชนของคุณพ่อและคุณแม่

หลังจากคุณแม่คลอดลูกน้อยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต้องพักผ่อนมาก ๆ ดูแลตัวเอง และลูกน้อยให้มีสุขภาพและพลานามัยที่แข็งแรง ที่สำคัญเดือนแรกหลังการคลอดควรหลีกเลี่ยงจากการทำงานหนัก ห้ามยกของหนักแต่ออกกำลังกายเล็กน้อย หรือทำงานเบา ๆ ได้ค่ะ และถ้าหากมีน้ำหนักเพิ่มมากกว่าปกติควรเริ่มบริหารร่างกาย หลังคลอดแล้วประมาณ 6 อาทิตย์ แต่ต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์ด้วยนะคะ

 

 

นอนท่าไหนดี

นอนหงายโดยปกติแล้วคนทั่วไปนิยมนอนหงาย ถือได้ว่าเป็นท่านอนมาตราฐาน เวลานอนหงายโดยไม่หนุนหมอนหรือใช้หมอนต่ำ ต้นคอจะอยู่ในแนวเดียวกันกับลำตัว ไม่ปวดคอ แต่ถ้าหนุนหมอนสักสองสามใบ คอจะก้มโน้มมาข้างหน้า ทำให้เกิดอาการปวดคอได้ในท่านอนหงาย กล้ามเนื้อกระบังลมที่คั่นระหว่างช่องอกและช่องท้องกดทับเนื้อปอดทำให้หายใจลำบาก จึงไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคปอด สามารถหลีกเลี่ยงแก้ไขได้ โดยการยกส่วนบนของร่างกายให้สูงขึ้นในลักษณะครึ่งนอนครึ่งนั่ง อาจจะใช้หมอน 2 - 3 ใบวางหนุนรองหลังไว้ หรือยกพื้นเตียงส่วนบนให้สูงขึ้นพอประมาณผู้ป่วยโรคหัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะหัวใจล้มเหลว หัวใจวาย จะมีอาการนอนราบไม่ได้ การทำงานของหัวใจลำบากยิ่งขึ้นในท่านอนหงายราบ ทั้งนี้เนื่องจากไม่สามารถสูบฉีดโลหิตออกจากห้องหัวใจได้ก่อให้เกิดอาการหอบและหายใจติดขัด ผู้ป่วยโรคหัวใจจึงมักจะต้องลุกขึ้นนั่งหรือยืนตอนกลางคืนเพื่อที่จะหายใจได้สะดวกมากยิ่งขึ้นผู้ที่มีอาการปวดหลัง การนอนหงายในท่าราบจะทำให้อาการปวดรุนแรงขึ้น เวลานอนให้พาดขาทั้งสองไว้บนเก้าอี้ที่ใช้หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หรือวางพาดบนเตียงนอน รวมทั้งควรออกกำลังกายเพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อหลังลดการเกร็งตัว ช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้เป็นอย่างดี ควรทำเป็นประจำทุกวัน วันละ 10 - 15 นาทีนอนตะแคงท่านอนตะแคงซ้ายเป็นท่านอนที่ช่วยลดอาการปวดหลังได้พอสมควร แต่ควรกอดหมอนข้างและพาดขาไว้ ข้อเสียคือทำให้หัวใจซึ่งอยู่ด้านซ้ายทำงานลำบากขึ้น และอาหารในกระเพาะที่ยังย่อยไม่หมดตั้งแต่ก่อนเข้านอนจะคั่งค้างอยู่ในกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดลมจุกเสียดที่บริเวณลิ้นปี่ อาจรู้สึกชาที่ขาซ้ายหากนอนทับเป็นเวลานาน และถ้าหนุนหมอนต่ำเกินไปจะทำให้ปวดต้นคอได้ แก้ไขโดยใช้หมอนสี่เหลี่ยมที่มีความสูงเท่าความกว้างของบ่าซ้ายหนุนนอนท่านอนตะแคงขวาเป็นท่านอนที่ดีที่สุด ถ้าเทียบกับการนอนหลับในท่าอื่นๆ เพราะหัวใจเต้นสะดวกและอาหารจากกระเพาะถูกบีบลงลำไส้เล็กได้ดี ทำให้ไม่คั่งค้างอยู่ในกระเพาะอาหารนานเกินไป และเป็นท่านอนที่ช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้เป็นอย่างดี ท่านอนตะแคงทั้งตะแคงซ้ายและตะแคงขวาช่วยลดเสียงกรนได้ ในผู้ที่กรนจากการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน เช่น ลิ้นไก่ยาว โคนลิ้นหนา ต่อมทอนซิลโตมาก หรือโพรงจมูกอุดตัน ว่ากันว่านอนตะแคงเป็นท่านอนของคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง และไม่ว่าจะทำงานอะไรก็มักจะก้าวไปสู่ความสำเร็จ ด้วยวิริยะอุตสาหะ มานะพยายามอย่างสม่ำเสมอ โบราณกล่าวไว้…คนที่ชอบนอนตะแคงขวา เหยียดแขนขวาไปเหนือศีรษะละก็...อำนาจ วาสนา ดีนักแล.....? เท็จจริงอย่างไร ไม่ทราบ!! นำมาเล่าสู่กันฟังนอนคว่ำท่านอนคว่ำทำให้หายใจติดขัดไม่สะดวก โดยเฉพาะในสตรีที่มีเต้านมใหญ่ สำหรับผู้ชาย การนอนคว่ำทำให้อวัยวะเพศถูกทับอยู่ตลอดเวลา อาจกระตุ้นให้เกิดอารมณ์เพศ เกิดอาการฝันเปียก หรือเกิดอาการชาของอวัยวะเพศได้ การนอนคว่ำยังทำให้ปวดต้นคอ เนื่องจากต้องเงยมาข้างหลัง หรือบิดหมุนไปข้างซ้ายหรือข้างขวานานเกินไป ดังนั้นถ้าจำเป็นต้องนอนคว่ำ ควรหาหมอนรองใต้ทรวงอก โดยเฉพาะถ้าต้องการอ่านหนังสือในท่านอนคว่ำ ทั้งนี้เพื่อช่วยไม่ให้เมื่อยกล้ามเนื้อคอ และไม่มีอาการปวดคอแต่ก่อนเคยเข้าใจว่าทารกควรให้นอนคว่ำรูปหัวจะทุยสวย ไม่แบน แต่ปัจจุบันพบว่าจริง ๆ แล้วอาจเกิดผลเสียได้ ทารกมีโอกาสเสียชีวิตเนื่องจากหายใจไม่ออกจากการที่จมูกหรือปากถูกทับไว้ โดยเฉพาะถ้านอนคว่ำและดูดนมจากเต้านมมารดา หรือพื้นเตียงอ่อนนิ่มเกินไป นอกจากนั้นยังพบว่าน้ำนมอาจจะขย้อนย้อนออกมา เนื่องจากนอนทับถูกกระเพาะอาหารและอาจสำลักเข้าไปในปอดได้ มักจะเกิดปัญหาตามมาหลายประการ พึงระลึกไว้เสมอว่า มนุษย์เราใช้เวลาในการนอนหลับถึงหนึ่งในสามของอายุขัย คนเราจะนอนเฉลี่ยวันละประมาณ 6 - 8 ชั่วโมง ทารกเกิดใหม่นอนมากกว่า 12 ชั่วโมง เด็กนอนวันละ 10-12 ชั่วโมง ผู้ใหญ่นอน 8-10 ชั่วโมง เมื่อเริ่มมีอายุมากขึ้นจะนอนน้อยลงตามลำดับ

 

การสูบบุหรี่ในสตรีตั้งครรภ์

เมื่อแม่สูบบุหรี่ ทารกในครรภ์ก็สูบบุหรี่ด้วย เป็นคำพูดที่ถูกต้อง เพราะขณะที่ผู้เป็นแม่สูบบุหรี่อยู่นั้น คาร์บอนมอนอกไซด์ นิโคติน และไซยาไนด์ ในควันบุหรี่ก็จะเข้าสู่กระแสโลหิตแม่ และเข้าไปสู่ทารกด้วย จะมีผลทำให้อาหารและออกซิเจนอันมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารก จะถูกกระทบกระเทือน ผลของบุหรี่ต่อทารก จะมีได้ตั้งแต่การเกิดการแท้งบุตร ทารกน้ำหนักน้อย ซึ่งในกรณีที่ทารกคลอดน้ำหนักน้อยจะเสี่ยงต่อการเกิดปัญหา ทางระบบการหายใจ จะมีร่างกายเล็กกว่าปกติ และจะเสี่ยงต่อสภาวะทารกเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุสูงกว่าปกติ ดังนั้น แม้จะเป็นการยากที่จะเลิกสูบบุหรี่ แต่ผู้ตั้งครรภ์จำเป็นที่จะต้องเลิก เพื่อลูกน้อยในครรภ์ที่จะคลอดออกมาอย่างสมบูรณ์ทุกประการ แม้ว่าจะเลิกสูบบุหรี่ไม่ได้ทันทีก็ตาม หากมีความพยายาม ก็จะเลิกได้สำเร็จ และถ้าหากเลิกสูบบุหรี่ได้สำเร็จก่อนการตั้งครรภ์ครบ 4 เดือน อัตราเสี่ยงต่างๆ ที่จะมีผลต่อทารกจะลดลงอย่างมาก และถ้าท่านสามารถเลิกบุหรี่ได้ตลอดไป ก็จะมีประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อคนรอบข้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกน้อยน่ารักของท่านที่ต้องการความทะนุถนอม และต้องการสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อชีวิตน้อยๆ ที่เพิ่งลืมตาออกมาดูโลกนะคะ

 

ด้วยรัก...และความปรารถนาดีจาก
โรงพยาบาลหางดง