ในช่วงที่มีการระบาดของไข้เลือดออก หากพบเด็กมีอาการเซื่องซึม ไข้สูง อาเจียน ทานยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรรีบนำมาพบแพทย์ทันที ไข้เลือดออกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง มียุงลายเป็นพาหะนำโรค พบบ่อยในเด็กอายุ 5-10 ปี ระยะแรกมักมีอาการไข้สูง 3-7 วัน ร่วมกับอาการอาเจียน ปวดท้อง ไม่มีอาการหวัดเด่นชัด และอาจมีเลือดออกตามอวัยวะต่างๆ
โดยเฉพาะเลือดกำเดา จุดเลือดออกตามผิวหนัง และอาเจียนเป็นเลือด ระยะช๊อคเป็นช่วงที่อันตรายอาจเสียชีวิตได้ มักพบว่าเมื่อไข้ลดลงผู้ป่วยกลับมีอาการแย่ลง มือเท้าเย็น กระสับกระส่าย ปวดท้องรุนแรงขึ้น และมักจะมีอาการอาเจียนเป็นเลือดสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส ส่วนใหญ่ 80% เกิดจากเชื้อเดงกี่ (Dengue) ซึ่งมี 4 สายพันธุ์คือ 1, 2, 3, 4 หรือส่วนน้อยเกิดจากเชื้อ Chikugunya virus (ชิคคูกุนยา) โดยมียุงลายเป็นพาหะสำคัญของเชื้อทั้ง 2 ชนิด แหล่งเก็บเชื้อที่สำคัญคือ คน และยุง อาจพบเชื้อในลิงและสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ได้ ไม่ติดต่อจากคนไปคน แต่ติดต่อโดยถูกยุงลายที่มีเชื้อไข้เลือดออกกัด เชื้อจะมีการแบ่งตัวอยู่ในยุงตลอด ยุงจะนำเชื้อไปติดต่อคนอื่นได้ หลังจากได้เชื้อเข้าไปในตัวยุงแล้ว 8-12 วัน ระยะฟักตัว 3-15 วัน ส่วนใหญ่ 5-6 วัน คนที่ป่วยจะยังมีเชื้อประมาณ 5 วัน หลังจากเริ่มมีอาการ ช่วยเวลาที่ยุงลายชอบกัดคือตอนกลางวัน แหล่งเพาะยุงอยู่ในตุ่มน้ำหรือแจกันต่างๆ ยุงชอบวางไขเพาะพันธุ์ในน้ำนิ่ง และสะอาด

เชื้อไวรัสเดงกี่เป็นชนิด single stranded RNA ไวรัสมีด้วยกัน 4 ซีโรทัยป์คือ DEN1 DEN2 DEN3 DEN4 ซึ่งมีแอนติเจนร่วมกันบางส่วน ทำให้เมื่อเกิดการติดเชื้อชนิดหนึ่งจะเกิดภูมิคุ้มกันต่อเชื้ออีกชนิดหนึ่ง แต่ภูมิที่เกิดจะอยู่ได้ 6-12 เดือน ส่วนภูมิที่เกิดกับเชื้อที่ป่วยจะมีตลอดชีวิต เช่นหากเป็นไข้เลือดออกจากเชื้อ DEN1 ผู้ป่วยจะมีภูมิต่อเชื้อนี้ตลอดชีวิต แต่จะมีภูมิต่อเชื้อแดงกี่ชนิดอื่นเพียง 6-12 เดือนเท่านั้น การติดเชื้อซ้ำหรือการติดเชื้อครั้งที่สองจะเป็นสาเหตุของโรคได้ถึงร้อยละ 80-90 ในสมัยก่อนปี 2543 พบว่าการระบาดของเชื้อเดงกีเกิดจากสายพันธ์ที่สอง DEN2 แต่หลังจากนั้นพบลดลง แต่จะพบสายพันธ์ DEN3 มากขึ้น แต่หลังจากปี 2543 เชื้อสายพันธ์ที่สอง DEN2 เริ่มกลับมาพบมากขึ้นและมีอัตราการตายสูงเนื่องจากเป็นเชื้อที่หากเป็นแล้วจะเกิดอาการรุนแรง ปัจจุบันพบการระบาดของ DEN4 ในประเทศไทยอาการไข้เลือดออก แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ระยะแรกเป็นระยะไข้สูง ไข้สูงลอย 3-7 วัน ผู้ป่วยมีอาการเบื่ออาหาร อาเจียน ปวดหัว ปวดท้อง ปวดกล้ามเนื้อวันที่ 2-3 เด็กมักซึมลง สังเกตุเห็นได้ว่าหน้าแดง ตัวแดง อาจมีผื่น หรือจุดเลือดออก ตามผิวหนัง ตรวจพบตับโต การตรวจจุดเลือดออกเมื่อรัดแขนให้ผลบวก ตรวจเลือดจะพบว่ามีความเข้มข้นของเลือดสูง และมีเกร็ดเลือดต่ำระยะที่สองเป็นระยะวิกฤติ หรือระยะช็อคและเลือดออก พบว่าไข้ลดในประมาณวันที่ 3-6 ของโรค อาการทรุดลงเข้าสู่ภาวะช็อค กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ชีพจรเต้นเร็ว ความดันตก อาเจียนมาก ปวดท้อง บางรายซึมมากขึ้น ปัสสาวะน้อย อาจมีเลือดออกในกระเพาะ ถ้าไม่มีอาการแทรกซ้อน และได้รับการรักษาทันและถูกต้อง ระยะนี้จะกินเวลา 24-48 ชม. แล้วเข้าสู่ระยะที่ 3 คือระยะฟื้น ซึ่งอาการทั่วไปจะดีขึ้น ความดันดี ชีพจรปกติ ปัสสาวะออกมากขึ้น ตับที่โตจะลดขนาดลงภายใน 1-2 สัปดาห์ เด็กจะเริ่มรับประทานอาหารได้ มักมีผื่นแดงที่ขาปลายเท้า ปลายมือ แล
ะมีอาการคัน การตรวจแล็บโดยการตรวจนับเม็ดเลือดมีความสำคัญมาก กรณีที่มีการรั่วของพลาสมา ค่าความเข้มข้นของเลือดแดง มักสูงกว่าร้อยละ 20 ขึ้นไป ยกเว้นกรณีที่มีเลือดออก การเพิ่มค่าความเข้มข้นของเลือดมักเกิดขึ้นในระยะปลายของไข้สูง หลังจากมีการลดลงของเกร็ดเลือดประมาณ 12 ชั่วโมง ในตอนต้นของระยะไข้สูงอาจจะพบเม็ดเลือดขาวจำนวนปกติหรือสูงขึ้นเล็กน้อย ในตอนระยะปลายของไข้สูงมักจะพบเม็ดเลือดขาวจำนวนต่ำลง ส่วนเกร็ดเลือดมักจะต่ำลงกว่า 100,000 ตัวต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร
วิธีป้องกันที่สำคัญคือ ต้องระวังอย่าให้ยุงกัดในตอนกลางวัน ซึ่งป้องกันได้ด้วยการนอนในมุ้ง ช่วยกันกำจัดลูกน้ำ และลดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย โดยปิดฝาภาชนะเก็บน้ำให้มิดชิด หมั่นตรวจดูแลกันและเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกสัปดาห์ ใส่ปลากินลูกน้ำ เช่น ปลาหางนกยูง ในภาชนะเก็บน้ำที่ปิดฝาไม่ได้ เก็บทำลายภาชนะที่มีน้ำขังหรือไม่ใช้แล้ว เช่น ฝังหรือเผา คว่ำภาชนะที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เพื่อป้องกันไม่ให้มีน้ำขัง ใส่เกลือ น้ำส้มสายชู หรือผงซักฟอกลงในน้ำจานรองตู้กับข้าว เพื่อป้องกันไม่ให้ยุงมาวางไข่