อาการเหนื่อยเป็นอย่างไร... ทุกคนคงประสบด้วยตนเองมาแล้ว อย่างน้อยก็เมื่อขณะที่เป็นเด็กแล้ววิ่งเล่นกับเพื่อนมากไปหน่อย ก็จะทำให้เกิดอาการเหนื่อย อาการเหนื่อยเป็นความรู้สึกที่เราต้องหายใจมากกว่าปกติ ร่วมกับความรู้สึกที่หายใจไม่ทัน หรือความรู้สึกที่หายใจลำบาก การหายใจของเราตามปกติ เป็นผลจากการที่ศูนย์ควบคุมการหายใจในสมอง สั่งร่างกายให้ทำการหายใจให้เราเอง (Involuntary Breathing) ด้วยปริมาตรการหายใจเป็นไปตามความต้องการออกซิเจนที่ร่างกายต้องการใช้ เพื่อไปเผาไหม้อาหารให้เกิดเป็นพลังงาน การหายใจมี 2 ระยะคือระยะการหายใจเข้า และการหายใจออก ในการหายใจเข้าอากาศที่เข้าไปจะนำออกซิเจนเข้าไปในปอดและถ่ายออกซิเจนให้กับเลือดที่ไหลมาที่ปอด และออกซิเจนก็จะซึมผ่านผนังถุงลมของปอดเข้าไปในเลือด เพื่อให้เลือดนำไปให้ร่างกายได้ใช้ ผลจากการใช้ออกซิเจนในการเผาไหม้อาหารจะมีของเสียเกิดขึ้น คือ คาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งจะถูกขับถ่ายเข้ามาในกระแสเลือด และไหลกลับไปยังปอดเพื่อขับถ่ายออกไปทางลมหายใจขณะที่หายใจออก ถ้าเราหายใจไม่พอร่างกายของเราก็จะขาดออกซิเจนสำหรับใช้ในร่างกาย และถ้าเป็นอย่างรุนแรงอาจทำให้ถึงตายได้ นอกจากนั้นการหายใจไม่พอทำให้การขับถ่ายคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง ผลทำให้คาร์บอนไดออกไซด์คั่งในเลือด ทำให้เกิดภาวะกรดเกิน และอาจถึงตายได้เช่นกัน

กลไกการหายใจขณะหายใจเข้าปอดจะขยายตัวออก ตามโครงผนังทรวงอก ที่ขยายตัวมีปริมาตรเพิ่มขึ้น เป็นผลจากการที่กล้ามเนื้อกระบังลมหดตัวลดระดับลง และกล้ามเนื้อช่วยการหายใจที่เกาะยึดอยู่กับซี่โครงหดตัว ดึงกระดูกซี่โครงให้มาสู่ในระดับราบ ช่วยให้ปริมาตรในทรวงอกเพิ่มมากขึ้น ขณะหายใจเข้าออกซิเจนในอากาศ ซึ่งมีออกซิเจนสูงจะไหลลงสู่ปอด
ขณะหายใจออกเป็นผลจากการที่กล้ามเนื้อกระบังลม และกล้ามเนื้อช่วยการหายใจคลายตัวลง ร่วมกับปอดจะหดตัวลงตามการยืดหยุ่นของปอด ทำให้กระบังลมเคลื่อนสูงขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งเดิม และทรวงอกจะมีปริมาตรเล็กลง ความดันในปอดสูงขึ้น อาการจะไหลออกมา อากาศที่ออกมาจะมีคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นของเสียในร่างกายออกมาด้วย
การหดตัวของกระบังลมทำให้กระบังลมซึ่งจะมีรูปโค้งขึ้น
ลดระดับมาอยู่ในตำแหน่งราบซึ่งมีผลอย่างมากที่ทำให้ช่องทรวงอก
มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นทำให้ปอดขยายตัวออกตาม
เกิดความดันในถุงลมน้อยกว่าความดันของอากาศรอบตัวเรา
อากาศจึงไหลเข้าสู่ปอดเป็นการหายใจเข้า
การหายใจออกเป็นผลจากการที่กล้ามเนื้อของกระบังลมคลายตัวลง
กระบังลมจะยืดตัวออกเป็นรูปโค้งขึ้นทำให้ช่องทรวงอกมีปริมาตรลดลง
ร่วมกับปอดที่แฟบลงผลทำให้ความดันในถุงลมของปอด
สูงกว่าความดันของอากาศรอบตัวเราผลทำให้อากาศในถุงลมไหลออก
คือการหายใจออก
ศูนย์ควบคุมการหายใจจะส่งสัญญาณให้เราหายใจมากหรือน้อย แล้วแต่ความต้องการออกซิเจนของร่างกาย แต่เราอาจหายใจเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติก็ได้ถ้าศูนย์ควบคุมการหายใจถูกกระตุ้นให้ทำงานมากขึ้น หรือหายใจน้อยกว่าปกติก็ได้ถ้าศูนย์ควบคุมการหายใจถูกกด เช่นถูกกระตุ้นหรือถูกกดจากยา และเรายังสามารถบังคับตัวเราให้หายใจเพิ่มขึ้น หรือลดลงได้เช่นกันโดยไม่เกี่ยวกับปริมาณออกซิเจนที่ร่างกายใช้ (Voluntary Breathing) ในภาวะปกติเราสามารถที่จะทำงานได้ทั้งวัน ถ้าเป็นการทำงานโดยใช้กำลังแบบธรรมดาทั่วๆ ไป เราจะไม่มีอาการเหนื่อยและไม่ต้องสั่งให้ตัวเราหายใจ ศูนย์ควบคุมการหายใจจะทำงานเป็นตัวสั่งควบคุมการหายใจเองโดยตลอด แต่เราจะรู้สึกเหนื่อยเมื่อต้องออกกำลังมากกว่าธรรมดาเช่นการวิ่ง เราจะวิ่งได้นานเท่าไร แล้วแต่ว่าการวิ่งนั้นวิ่งเร็วหรือวิ่งช้า ถ้าวิ่งเร็วก็เหนื่อยเร็ว ถ้าวิ่งช้าก็เหนื่อยช้า เพราะถ้าวิ่งเร็วร่างกายต้องใช้พลังงานมาก เราก็ต้องหายใจมาก ก็ทำให้เหนื่อยเร็ว ถ้าวิ่งช้าลงก็จะวิ่งได้นานขึ้นกว่าจะรู้สึกเหนื่อย ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการที่จะเกิดอาการเหนื่อยนั้นขึ้นอยู่กับการทำงานของกล้ามเนื้อควบคุมการหายใจว่าต้องใช้พลังงานสูง คือการออกแรง (Intensity) มากน้อยแค่ไหน และทำเป็นเวลานานเท่าไร (Endurance) การฝึกฝนบริหารตัวเอง (Exercise Training) จะทำให้เราสามารถทำงานโดยการออกแรงได้มากขึ้นและนานขึ้น เช่นพวกนักกีฬาเป็นต้น
เหนื่อยง่ายคืออะไร
เหนื่อยง่าย หมายถึง เมื่อเราทำงานแล้วเกิดมีอาการเหนื่อยเร็วกว่าปกติ คือในคนปกติขณะทำงานอย่างเดียวกันกับเรายังไม่มีอาการเหนื่อย แต่เรามีความรู้สึกเหนื่อยเกิดขึ้น การเหนื่อยง่ายนั้นมีความรุนแรงหลายระดับเช่นบางคนที่มีอาการน้อยๆ อาจจะเหนื่อยก็ต่อเมื่อต้องทำงานมาก เช่นต้องไปวิ่งแข่ง ไม่สามารถที่จะวิ่งไปถึงจุดหมายได้ จนกระทั่งถึงพวกที่มีอาการรุนแรงมากคือ ทำอะไรนิดก็เหนื่อย ต้องนั่งอยู่เฉยๆ ทำอะไรไม่ได้เลย
เหนื่อยกาย หรือเหนื่อยใจ
การเหนื่อยเป็นความรู้สึกของแต่ละคน ซึ่งอาจจะเป็นผลจากการที่เป็นโรคที่ทำให้เราต้องออกแรงหายใจเพิ่มขึ้น หรือเป็นจากจิตใจเช่นแม้จะอยู่เฉยๆ ก็เหนื่อยโดยไม่ได้ทำอะไรก็ได้ อากาศไหลเวียนจากที่มีความดันสูงไปหาที่มีความดันต่ำ ปกติปอดติดต่อกับอากาศภายนอกทางหลอดลม ดังนั้นขณะหยุดหายใจความดันในปอด (ถุงลม) จะเท่ากับความดันของอากาศรอบๆตัวเรา การที่อากาศจะไหลเข้ามาในปอดได้ เราต้องทำให้ความดันในปอดน้อยกว่าความดันของอากาศ ในการหายใจกล้ามเนื้อการหายใจต้องออกแรงทำให้ปอดขยายตัว ซึ่งจะทำให้ความดันในปอดลดลงน้อยกว่าความดันของอากาศ อากาศก็จะไหลเข้ามาสู่ในปอด ซึ่งก็คือการหายใจเข้า ในการหายใจเข้ากล้ามเนื้อการหายใจต้องออกแรงสู้กับความยืดหยุ่นของปอด และต้องออกแรงสู้กับความต้านทานของการไหลของอากาศในหลอดลมลงไปสู่ถุงลมในปอด ถ้าปอดมีความยืดหยุ่นน้อยลง พูดง่ายๆคือแข็งขึ้น เช่นมีเลือดคั่งในปอด เนื่องจากมีอาการโรคหัวใจล้ม หรือมีการอักเสบในเนื้อปอด ผู้ป่วยที่เป็นโรคเหล่านี้ต้องออกแรงหายใจมากกว่าปกติ ผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดลมตีบ เช่นโรคหอบหืด หรือโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ผู้ป่วยก็ต้องออกแรงหายใจเพิ่มขึ้นมากกว่าคนปกติเช่นกัน ผู้ป่วยบางรายอาจหายใจลำบากเนื่องจากกล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจนั้นอ่อนแรงลง เช่นในกรณีที่กล้ามเนื้อมีการอักเสบ สาเหตุของการเหนื่อยง่าย เหนื่อยง่ายเกิดขึ้นได้จากสาเหตุต่างๆ กัน มีทั้งที่เป็นโรค และไม่ได้เป็นโรค สาเหตุเหนื่อยง่ายที่เกิดจากโรค ได้แก่
- โรคหัวใจล้มวายทำให้เลือดคั่งในปอด ทำให้เราต้องออกแรงหายใจมากกว่าปกติ และนอกจากนั้นยังมีผิดปกติทางการแลกเปลี่ยนออกซิเจน ทำให้ปอดแลกเปลี่ยนออกซิเจนกับเลือดได้น้อยลง ผู้ป่วยจำเป็นต้องหายใจในปริมาตรที่มากขึ้น โรคปอด ผู้ป่วยที่เป็นโรคปอด เช่นปอดบวม หรือผังพืดเข้าไปเกาะในปอดมาก ทำให้ปอดมีความแข็งตัวมากขึ้น ขยายตัวลำบาก หรือมีการตีบของหลอดลม เช่นโรคหอบหืด หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ซึ่งอาจเป็นทั้งที่หลอดลมส่วนต้น หรือส่วนปลายก็ได้ หรือ มีการอุดตันของหลอดเลือดในปอด ทำให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้น้อยลง โรคประสาท และโรคของกล้ามเนื้อ ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อช่วยการหายใจอ่อนแรงลง รวมทั้งการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อทั่วไปด้วย ซึ่งผู้ป่วยจะต้องออกแรงใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อที่จะรักษาปริมาตรของลมหายใจเข้าออกให้เป็นปกติ
- โรคซึ่งอาจทำให้มีผลต่อหัวใจ เช่นโรคโลหิตจางเรื้อรัง โรคคอพอกเป็นพิษ โรคตับ และไตพิการอย่างมาก ทำให้หัวใจต้องทำงานเพิ่มขึ้น รวมทั้งการหายใจต้องเพิ่มขึ้นด้วยจึงอาจทำให้ผู้ป่วยเหนื่อยง่ายกว่าธรรมดา
อาการเหนื่อยในผู้ป่วยที่มีเอ๊กซ์เรย์ปอด และหัวใจปกติ
ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจและมีอาการหัวใจล้มวาย หรือโรคปอดที่มีการอักเสบ หรือมีผังพืดไปเกาะในปอด เอ๊กซ์เรย์ปอดและหัวใจมักจะผิดปกติ ผู้ป่วยที่มีอาการเหนื่อยง่ายโดยไม่มีเจ็บหน้าอก ไม่มีหัวใจเต้นผิดจังหวะ เอ๊กซ์เรย์หัวใจ และคลื่นไฟฟ้าหัวใจปกติ เราจะบอกได้เลยว่าผู้ป่วยคนนั้นอาการเหนื่อยไม่น่าจะเป็นจากโรคหัวใจ

แม้ว่าเอ๊กซ์เรย์ปอด และหัวใจที่ปกติ ในผู้ป่วยที่เข้ามาด้วยหายใจเหนื่อยอย่างปัจจุบันทันด่วน อาจบ่งถึงโรคปอดที่รุนแรงได้ ในกรณีนี้ผู้ป่วยเป็นโรคลิ่มเลือดที่หลุดจากหลอดเลือดดำที่ขาอักเสบ เข้ามาอุดในหลอดเลือดแดงของปอด ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการเหนื่อย หายใจไม่ออกเพราะปอดเสียหน้าที่ไป และการอุดตันหลอดเลือดทำให้หัวใจล้มวายลงได้ ผู้ป่วยพวกนี้ถ้ารักษาไม่ทันอาจถึงแก่ชีวิตได้

เอ๊กซ์เรย์ปอด และหัวใจแสดงว่าผู้ป่วยมีหัวใจโต ผู้ป่วยรายนี้อาการเหนื่อยมาจากโรคหัวใจ
เอ๊กซ์เรย์ปอด และหัวใจแสดงว่ามีผังพืดเกาะอยู่ในเนื้อปอดเป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเหนื่อยง่ายมานาน ผังพืดที่เข้ามาเกาะในผู้ป่วยรายนี้เป็นผลจากการที่ผู้ป่วยทำงานในเหมือง หายใจออกผงซิลิกาเข้าไปเป็นเวลานาน ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจที่ไม่มีอาการเจ็บหน้าอก มีแต่อาการเหนื่อยง่าย เกือบทั้งหมดจะต้องมีเอ๊กซ์เรย์แสดงหัวใจโต หรือมีคลื่นหัวใจผิดปกติ ผู้ป่วยที่มีอาการเหนื่อยง่ายและมีเอ๊กซ์เรย์ปอดหัวใจปกตินั้น อาจจะเกิดจากโรค หรืออาจจะไม่ใช่โรคก็ได้
ในการศึกษาทางการแพทย์พบว่าในผู้ป่วยที่มีอาการเหนื่อยโดยไม่ทราบสาเหตุ และมีเอ๊กซ์เรย์หัวใจปกติ พบว่า
- 34% ของผู้ป่วยกลุ่มนี้อาการเหนื่อยมาจากโรคทางเดินหายใจในปอด โดยเฉพาะโรคหอบหืดอย่างไม่รุนแรง 32% เป็นผลมาจากภาวะทางด้านจิตใจ หรือที่เราเรียกว่าเหนื่อยใจ 28% เป็นผลจากการที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไป และสมรรถภาพของร่างกายต่ำ (Physical Unfit)
- 6% เป็นจากโรคอื่นๆ เช่น โรคหัวใจ โรคไต โรคระบบทางเดินอาหารเป็นต้น
สาเหตุของการเหนื่อยในผู้ป่วยที่มีเอ๊กซ์เรย์ปอด และหัวใจปกติจากโรค โรคที่ทำให้มีอาการเหนื่อยโดยที่มีเอ๊กซ์เรย์ปอด และหัวใจปกตินั้นได้แก่
- โรคปอดที่พบมักจะเป็นการอุดกั้นของทางเดินหายใจ ตั้งแต่ทางเดินหายใจส่วนต้น คือจมูก จนกระทั่งทางเดินหายใจส่วนปลาย คือหลอดลมขนาดเล็ก
ในผู้ใหญ่มักจะเป็นจาก โรคแพ้อากาศ คัดจมูกเรื้อรัง โรคหอบหืด หรือโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ในเด็กนอกจากจะเป็นจากโรคหอบหืดแล้ว ก็อาจะเป็นจากโรคจมูกอักเสบเรื้อรัง หรือที่เรียกว่าแพ้อากาศ หรือ ต่อมทอลซิลอักเสบ การที่มีสิ่งแปลกปลอมตกลงไปในหลอดลมเนื่องจากเด็กกลืนและสำลักลงไปพบได้บ่อยในเด็ก ถ้าช่วยไม่ทันอาจถึงตายได้เพราะหายใจไม่ออก หรือถ้าเป็นเรื้อรังอาจทำให้ปอดพิการได้ เนื่องจากเด็กมีหลอดลมขนาดเล็ก ดังนั้นเมื่อมีการอักเสบของหลอดลมอาจทำให้มีการตีบและหายใจลำบากได้ การที่มีก้อนเนื้องอกในหลอดลมขนาดใหญ่ไปอุด จะทำให้หายใจลำบาก อาจทำให้มีปอดแฟบร่วมด้วยก็ได้ ผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดดำอักเสบเรื้อรังโดยเฉพาะที่ขา ลิ่มเลือดจากการอักเสบอาจหลุดลอยไปอุดที่หลอดเลือดในปอด (Pulmonary Embolism) อาจทำให้เกิดมีอาการเหนื่อยขึ้นมาทันที ซึ่งพบได้บ่อยพอควรในเมืองไทย และถ้าช่วยไม่ทันอาจถึงตายหรือปอดพิการเรื้อรังได้
ผู้ป่วยที่มีกรดในกระเพาะไหลย้อนกลับเข้าไปในทางเดินอาหารส่วนต้น อาจทำให้เกิดมีอาการอักเสบเรื้อรังของทางเดินอาหาร และทำให้ผู้ป่วยมีอาการเหนื่อย หอบหืดได้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคทางสมอง และเป็นโรคของกล้ามเนื้อที่ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงลง รวมทั้งกล้ามเนื้อช่วยการหายใจ พบได้บ่อยพอควรเช่นกล้ามเนื้ออักเสบและอ่อนกำลัง (Myopathy) ในปัจจุบันนี้พบบ่อยเพราะการใช้ยาบางตัวทำให้เกิดโรคนี้ขึ้น ได้แก่ยาพวก สะเตียรอยด์ (Steroid) ซึ่งชาวบ้านชอบใช้ในการรักษาโรคปวดข้อ โรคทางสมองหลายชนิดทำให้มีการฝ่อของกล้ามเนื้อ โรคที่เราเรียกว่ากลุ่ม ออโต้อิมมูน (Autoimmune หรือ Collagen disease) พวกนี้ก็จะให้มีกล้ามเนื้อมีการอักเสบ หรือมีผังพืดไปเกาะ หรือกล้ามเนื้อฝ่อ ซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้อมีกำลังอ่อนลง รวมทั้งโรคที่มีการผิดปกติมในการทำงานของกล้ามเนื้อเนื่องจากรับสัญญาณการกระตุ้นจากประสาทผิดปกติ เช่น โรคมัยแอสทีเนีย เป็นต้น
- ผู้ป่วยที่เป็นโรคโลหิตจาง โรคคอพอกเป็นพิษ โรคตับและไตพิการอย่างรุนแรง เอ๊กซ์เรย์ปอดอาจจะปกติ หรือผิดปกติก็ได้
สาเหตุของการเหนื่อยในผู้ป่วยที่มีเอ๊กซ์เรย์ปอด และหัวใจปกติที่ไม่ได้เป็นโรค
- ผู้ป่วยหลายรายที่มีการพักผ่อนไม่พอ ไม่ได้ออกกำลัง (Physical Unfit) หรือเพิ่งฟื้นจากการเจ็บป่วยอาจมีอาการเหนื่อยง่ายได้
- ผู้ป่วยอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งไม่ได้มีโรคดังที่กล่าวมาข้างต้นแต่มีอาการเหนื่อย ที่เราเรียกว่าเหนื่อยใจ ผู้ป่วยพวกนี้มักจะมีเรื่องเครียดกังวล หรือกลัว บางคราวมักจะมีอาการใจสั่น เวียนศรีษะ หรือหน้ามืดร่วมด้วย ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 ทหารเป็นจำนวนมากที่มีอาการอย่างนี้ เนื่องจากมีความคิดถึงบ้านที่เราเรียกว่าเป็นNeurocirculatory Asthnia) ในปัจจุบันผู้ป่วยพวกนี้เราพบค่อนข้างเยอะ
การวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุ ในผู้ป่วยที่มีเอ๊กซ์เรย์ มีหัวใจโต มีคลื่นหัวใจผิดปกติ และอาการบ่งชัดเจนว่าเป็นโรคหัวใจ การวินิจฉัยและการรักษาก็คงไปในแนวทางรักษาโรคหัวใจ แล้วแต่ว่าผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจชนิดไหน สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเหนื่อยง่ายที่มีเอ๊กซ์เรย์ปอดและหัวใจปกติ การวินิจฉัยจำเป็นที่จะต้องตรวจโดยละเอียดทุกทาง โดยเฉพาะการตรวจทางระบบทางเดินหายใจ ศูนย์โรคปอด โรงพยาบาลกรุงเทพ มีการตรวจเพื่อการวินิจฉัยหาสาเหตุและรักษาผู้ป่วยพวกนี้ ถ้าสนใจกรุณาติดต่อ โทรศัพท์ : 053-441693
การปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง และถุงลมปอดโป่งพอง
โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง (Chronic Bronchitis) และโรคถุงลมปอดโป่งพอง (Emphysema) มักเป็นโรคที่เกิดร่วมกัน และมีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่าโรคหลอดลมอุดกั้นอย่างเรื้อรัง (Chronic Obstructive Pulmonary Disease) โรคนี้เป็นโรคปอดที่พบบ่อยมากที่สุดโรคหนึ่ง และเมื่อเกิดขึ้นแล้วอาการมักจะค่อยๆเลวลง จนในที่สุดผู้ป่วยจะทนทุกข์ทรมานด้วยอาการเหนื่อย และหายใจลำบาก เนื่องจากเป็นโรคเรื้อรัง และผู้ป่วยจะต้องทนทุกข์ทรมานมาก ทำให้สุขภาพและความเป็นอยู่ของผู้ป่วยเสื่อมลง ซึ่งรวมทั้งทางด้านจิตใจด้วย นอกจากนั้นยังเป็นภาระกับบุคคลในครอบครัว และต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษา และขาดรายได้จากขาดงานเป็นจำนวนมากการรักษาโรค นอกจากจะบรรเทาอาการของผู้ป่วยแล้ว แพทย์ยังจะต้องนึกถึงวิธีที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น และถ้าเป็นไปได้ให้มีชีวิตอยู่นานขึ้นด้วย การรักษาตัวของผู้ป่วยถ้าทำโดยถูกวิธี อย่างน้อยอาจทำให้ผู้ป่วยสบายขึ้น มีอาการเหนื่อยน้อยลง สามารถที่จะทำงานหรือช่วยตัวเองได้มากขึ้น อาการกำเริบของโรคน้อยลงและเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลน้อยลงด้วย ทำให้ทุ่นค่าใช้จ่ายในการรักษาตัวลง
ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ ควรปฏิบัติตัวดังนี้
1. การใช้ยา ยาที่ใช้ขณะที่ผู้ป่วยไม่มีอาการกำเริบ จะเป็นยาขยายหลอดลมที่นิยมใช้กันทั่วไปในปัจจุบันนี้มีอยู่ 3 พวกด้วยกัน คือ
- ยากระตุ้นประสาทซิมป์พะเตติก (Beta2 agonist) ยาต่อต้านการทำงานของประสาทพาราซิมป์พะเตติก (Anti-cholinergic drug) ยาทั้งสองอย่างมีทั้งแบบยาพ่น ยาฉีด สำหรับยากระตุ้นประสาทซิมป์พะเตติก มียาเม็ด สำหรับรับประทานได้ แต่อาการข้างเคียงคือ มีมือสั่น ใจสั่นซึ่งบางคราวเป็นมาก แพทย์จึงมักจะหลีกเลี่ยงไม่ใช้ยารับประทาน
- ยาพวกธีโอไฟลีน (Theophylline) ซึ่งเป็นยาขยายหลอดลมออกฤทธิ์ต่อกล้ามเนื้อของหลอดลมโดยตรง ทำให้หลอดลมขยายตัวมีทั้งยาเม็ดรับประทาน และยาฉีด
ยากระตุ้นประสาทซิมป์พะเตติก มีทั้งชนิดที่ออกฤทธิ์เร็วและมีฤทธิ์อยู่ในระยะเวลาสั้นๆ และมีชนิดที่ออกฤทธิ์ช้า แต่มีฤทธิ์อยู่ได้นาน เรามักใช้ยาที่ออกฤทธิ์เร็ว แต่มีฤทธิ์สั้นเป็นยาแก้อาการเมื่อมีอาการเหนื่อย ซึ่งเมื่อใช้โดยการพ่นยายาจะออกฤทธิ์ใน 5-15 นาที และอยู่ได้ประมาณ 4-6 ชั่วโมง ส่วนยาชนิดที่ออกฤทธิ์ช้า แต่มีฤทธิ์อยู่นานเป็นยาที่ใช้ประจำพ่นตามเวลาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการเหนื่อย ซึ่งอาจใช้พ่นวันละ 2-3 ครั้งได้
ยาต่อต้านการทำงานของประสาทพาราซิมป์พะเตติก เราใช้เป็นยาป้องกันเพราะออกฤทธิ์ช้า จึงไม่ใช้เป็นยาแก้อาการ ใช้พ่นวันละ 4 ครั้ง ยากลุ่มนี้มียาที่ออกกมาใหม่ และน่าสนใจซึ่งใช้เพียงวันละครั้งก็พอ บางบริษัทได้ผลิตยาพ่นที่มีตัวยา 2 ชนิดนี้ร่วมกัน และจากการศึกษาทางการแพทย์พบว่าการใช้ยาที่มี ตัวยา 2 ตัวร่วมกันดีกว่าการใช้ยาตัวหนึ่งตัวใดแต่อย่างเดียว ส่วนยาพวกธีโอไฟลีน เราใช้รับประทานโดยให้วันละ 2 ครั้ง ผู้ป่วยต้องแน่ใจว่าตนเองได้ใช้ยาตามกำหนดที่แพทย์สั่ง การพ่นยาต้องพ่นโดยถูกวิธี เพราะปริมาณของยาที่พ่นเข้าไปนั้นไปถึงปอดได้เพียงแค่ 10% หรือน้อยกว่า ดังนั้นถ้าพ่นไม่ถูกวิธี โอกาสที่ยาจะลงไปถึงปอดยิ่งน้อยลงไปอีก สำหรับยาขยายหลอดมชนิดฉีด เราใช้ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น เนื่องจากโรคนี้มีหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ดังนั้นการให้ยาลดการอักเสบเช่นยาพวก คอร์ติโคสะเตียรอยด์ (Corticosteroid) จึงมีผู้นิยมให้ ซึ่งมีทั้งแบบยาพ่น ยาเม็ด และยาฉีด การใช้ยาพวกนี้มักจะทำให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้น และมีการศึกษาพบว่าอาจทำให้ผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลน้อยลง เนื่องจากการใช้ยาพวกนี้ในระยะยาวนั้นอาจมีผลข้างเคียงมาก โดยทั่วไปจึงใช้เป็นยาพ่น
สำหรับยาอื่นนั้น มักใช้ตามอาการ เช่น
ยาละลายเสมหะ ใช้เมื่อมีเสมหะเหนียว และเสมหะมาก แต่ยาที่ทำให้เสมหะคลายความเหนียวได้ดีที่สุดคือ น้ำ เพราะฉะนั้นผู้ป่วยควรจะดื่มน้ำให้เพียงพอ ถ้าร่างกายขาดน้ำจะทำให้เสมหะเหนียวขึ้น การพ่นละอองไอน้ำเข้าไปในอากาศที่หายใจเข้าไปอาจทำให้เสมหะออกง่ายขึ้น ยาฆ่าเชื้อ (Antibiotic) เราจะให้เมื่อมีการกำเริบของโรคคือมีการอักเสบของหลอดลมเนื่องจากการติดเชื้อเกิดขึ้น ผู้ป่วยจะมีอาการไอมีเสมหะมากขึ้น และเสมหะเปลี่ยนจากสีขาว เป็นสีเหลือง หรือสีเขียว หรือเป็นหนอง และผู้ป่วยอาจจะมีไข้ร่วมด้วยการใช้ออกซิเจนที่บ้านจะให้เมื่อผู้ป่วยมีออกซิเจนในเลือด (Hypoxemia) ไม่เพียงพอ ซึ่งเราจะทราบได้โดยการใช้เครื่องวัดดูความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (Pulse Oxymeter) หรือสังเกตเห็นผู้ป่วยมีปากเขียว ลิ้นเขียว (Cyanosis) โดยฉะเพาะขณะออกกำลัง ในการศึกษาทางการแพทย์พบว่าผู้ป่วยที่มีการขาดออกซิเจนนั้น ถ้าให้ออกซิเจนนอกจากจะทำให้ผู้ป่วยสบายขึ้นแล้ว ยังทำให้ผู้ป่วยมีอายุยืนยาวขึ้นอีกด้วย การเพิ่มขนาดของยาเพื่อบรรเทาอาการเหนื่อยนั้น ทำได้ถ้าผู้ป่วยยังมีอาการ แต่ต้องมั่นใจว่าผู้ป่วยได้ใช้ยาโดยครบถ้วนและถูกต้องตามที่แพทย์สั่ง และต้องระวังผลข้างเคียงซึ่งอาจเกิดกับยาที่รักษา เราอาจใช้ยาหลายอย่างร่วมกันก็ได้
2. การป้องกัน โดยการหลีกเลี่ยงการระคายหลอดลมและปอดจาก มลภาวะเป็นพิษของอากาศ กว่า 90% ของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ เป็นผลจากการที่เราหายใจเอาอากาศที่มีสารมลพิษต่อหลอดลมและปอดเข้าไปเป็นเวลานาน โดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่ ควันพิษที่หายใจเข้าไป ทำให้หลอดลมมีการอักเสบ มีการบวมของหลอดลม และทำให้หลอดลมมีผนังหนาขึ้น มีเสมหะหลั่งออกมามากขึ้น และการขจัดสิ่งแปลกปลอมในหลอดลมหย่อนประสิทธิภาพลง การอักเสบของหลอดลมเป็นตลอดระบบทางเดินหายใจตั้งแต่หลอดลมขนาดใหญ่ จนกระทั่งถึงหลอดลมขนาดเล็ก การอักเสบของหลอดลมขนาดเล็ก ทำให้หลอดลมนั้นแฟบอุดตันก่อนกำหนดในขณะที่ผู้ป่วยกำลังหายใจออก ผลทำให้หายใจออกลำบาก และ อากาศออกมาไม่หมดเหลือค้างในปอด ทำให้ปอดโป่งโตกว่าปอดปกติ การอักเสบของถุงลม ทำให้ผนังของถุงลมถูกทำลายทำให้เกิดภาวะถุงลมโป่งพองขึ้น
ปกติแล้วหน้าที่ของปอดจะเสื่อมลงหลังจากที่เรามีอายุได้ 25 ปี แต่การเสื่อมนั้นน้อยมาก แม้ว่าเราจะมือายุมากขึ้นจนแก่เฒ่าก็จะไม่ทำให้เกิดอาการเหนื่อยเพราะปอดทำงานไม่พอ แต่ผู้ป่วยที่สูบบุหรี่ ปอดจะเสื่อมหน้าที่เร็วกว่าคนปกติหลายเท่า ดังนั้นจึงทำให้ผู้ป่วยมีอาการเหนื่อย เนื่องจากปอดทำงานไม่พอได้ คนสูบบุหรี่ที่งดสูบบุหรี่ อัตราการเสื่อมของปอดจะลดลงกลับมาสู่สภาพเช่นเดียวกับคนปกติ นอกจากนั้นผู้ป่วยที่สูบบุหรี่จำนนมาก จะมีอาการไอและมีเสมหะซึ่งอาการเหล่านี้จะดีขึ้นหลังจากงดสูบบุหรี่แล้ว ผู้ที่หายใจเอาอากาศที่เป็นพิษเข้าไปนานๆ ก็จะมีผลเช่นเดียวกันกับการสูบบุหรี่ ดังนั้นจึงมีความสำคัญมากที่ผู้ป่วยโรคนี้ถ้าสูบบุหรี่ จะต้องเลิกบุหรี่ และต้องหลีกเลี่ยงภาวะที่อากาศเป็นพิษนอกจากนั้นผู้ป่วยมีหลอดลมซึ่งอักเสบอยู่แล้วทำให้ติดโรคระบบทางเดินหายใจได้ง่าย โดยเฉพาะจากเชื้อไวรัส เช่นไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ ดังนั้นการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่จึงควรทำทุกปี เมื่อเป็นไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่แล้วต้องรีบรักษาเพราะต่อมาเชื้อโรคจะเข้าไปแทรก และทำให้อาการของโรครุนแรงมากขึ้น
3. การบำรุงและรักษาสุขภาพให้แข็งแรง
- เกี่ยวกับการโภชนาการ ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ควรได้รับอาหารที่เหมาะสมรวมทั้งวิตามิน และเกลือแร่ ในขณะที่โรคมีอาการกำเริบขึ้นความต้องการอาหารและสารพวกนี้จะมีปริมาณสูงขึ้น การมีน้ำหนักมากเกินไปจะเป็นผลเสียเพราะผู้ป่วยต้องออกแรงมากขึ้น เนื่องจากจะต้องแบกน้ำหนักตนเองในขณะทำงาน และจากการศึกษาทางการแพทย์พบว่ากล้ามเนื้อช่วยการหายใจจะมีประสิทธิภาพลดลงในคนที่อ้วน ถ้าผู้ป่วยมีน้ำหนักน้อยเกินไป ร่างกายก็จะอ่อนแอ การต้านทานต่อการเกิดโรคลดลง และเมื่อเป็นโรคแล้ว การฟื้นตัวจากโรคจะช้าลง มีผู้ศึกษาพบว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้และมีน้ำหนักน้อยกว่าปกติ จะมีอายุสั้นกว่าคนที่มีน้ำหนักปกติ การพักผ่อน ผู้ป่วยจำเป็นต้องมีการพักผ่อนให้เพียงพอ ผู้ป่วยพวกนี้อาจมีอาการนอนหลับไม่สนิทเนื่องจากมีความกังวลและมีความซึมเศร้าในการเจ็บป่วยของตนเอง หรือตื่นขึ้นมาบ่อยเนื่องจากหายใจไม่สะดวก โดยเฉพาะตอนเช้ามืดเป็นช่วงเวลาที่ยาได้รับก่อนนอนนั้นหมดฤทธิ์ลง ยาคลายเครียดและยานอนหลับเพื่อช่วยให้การหลับดีขึ้นนั้นควรพยายามหลีกเลี่ยงเพราะอาจกดการหายใจในขณะที่หลับ และใช้เมื่อเวลาจำเป็นเท่านั้น การบริหารร่างกายเพื่อให้กล้ามเนื้อช่วยการหายใจแข็งแรงขึ้น และการหายใจอย่างถูกวิธี จะช่วยทำให้อาการเหนื่อยนั้นลดน้อยลงได้ การออกกำลังกายโดยสม่ำเสมอ จะทำให้ร่างกายผู้ป่วยแข็งแรงขึ้น เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคเรื้อรัง และทรมาน ผู้ป่วยมักมีความซึมเสร้าและกังวล และรู้ตัวว่าเมื่อออกแรงจะเหนื่อยจึงทำให้ผู้ป่วยไม่ยอมออกแรงทำอะไร ผลทำให้กล้ามเนื้อของร่างกายเสื่อมและอ่อนกำลังลง และมีการฝ่อของเซลล์ของกล้ามเนื้อด้วย การออกกำลังที่เหมาะสมและถูกต้องทำให้ผู้ป่วยมีร่างกายที่แข็งแรงขึ้น สามารถเดินได้ไกลขึ้น และช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น และมีการศึกษาทางการแพทาย์ว่าผู้ป่วยพวกนี้จะมีอายุที่ยืนยาวกว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้ออกกำลัง หรืออกกำลังได้น้อยกว่า
- ตามที่กล่าวมาแล้วว่าผู้ป่วยโรคนี้จำนวนมากมีอาการเครียดกังวลและซึมเศร้า และปัญหาเรื่องการทำงาน เนื่องจากทำงานตามปกติไม่ได้เหมือนเดิม และอาจจะต้องเปลี่ยนงาน ดังนั้นการปรึษาจิตแพทย์และนักสังคมสงเคราะห์อาจทำให้ผู้ป่วยสบายใจขึ้น และสามารถกลับไปทำงาน ทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้นได้
4. การรักษาอาการกำเริบของโรค ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ส่วนใหญ่มักจะตายจากภาวะการหายใจล้ม (Respiratory Failure) ภาวะนี้เกิดเนื่องจาก มีการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้สมรรถภาพการทำงานของปอดลดลง จนถึงขั้นทำให้ไม่สามารถหายใจได้เพียงพอ ส่วนใหญ่เป็นผลจากการติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจ เช่นมักจะเริ่มจากการเป็นไข้หวัด และตามด้วยมีหลอดลมอักเสบ หรือปอดบวมอย่างรุนแรงตามมา ผู้ป่วยพวกนี้จำเป็นต้องเขารับการรักษาในหน่วยบำบัดผู้ป่วยวิกฤต (Intensive Care Unit) แต่ถ้าจะให้ดีควรจะเป็นหน่วยบำบัดผู้ป่วยวิกฤตทางระบบทางเดินหายใจโดยตรง (Respiratory Care Unit) เพราะบุคลากรในหน่วยนี้จะได้รับการฝึกฝนสำหรับดูแลผู้ป่วยที่มีการหายใจล้มเหลวโดยตรง รวมทั้งการใช้เครื่องมือช่วยการหายใจและช่วยชีวิตของผู้ป่วยด้วย ซึ่งจำเป็นต้องมีการฝึกฝนเป็นพิเศษแตกต่างจากบุคลากรในหน่วยบำบัดผู้ป่วยวิกฤตทั่วไป การรักษาที่ไม่ถูกต้องโดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการหนักและต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ แม้แต่การตั้งให้เครื่องหายใจ (Ventilator) ทำงานได้เหมาะสมอาจเป็นตัวสำคัญที่จะทำให้ผู้ป่วยรอดจากการเจ็บป่วย หรือตายได้ 5. การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วย ทั้งในระยะปกติ ระยะอาการป่วยกำเริบ และหลังจากฟื้นจากอาการป่วย การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วย ในผู้ป่วยที่มีการหย่อน สมรรถภาพของร่างกาย (Physical Unfit) หรือในขณะที่ผู้ป่วยมีอาการหนัก หายใจไม่ออก มีเสมหะคั่ง ซึ่งถ้าไม่ได้ดูดเอาเสมหะออก ผู้ป่วยอาจจะตายในช่วงนั้น หรือการบริการที่ถูกต้องเพื่อกันการแทรกซ้อนของโรค เช่น ป้องกันการแฟบของปอด จะเป็นการให้บริการของหน่วยบำบัดและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยโรคปอด (Chest physiotherapy) นอกจากนั้นบุคลากรของหน่วยนี้ยังดูแล หลังจากที่ผู้ป่วยอาการดีขึ้นเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพการทำงานของร่างกายของผู้ป่วยให้กลับไปสู่ภาวะปกติได้เร็วขึ้น การสอนการออกกำลังเพื่อให้กล้ามเนื้อการหายใจแข็งแรงขึ้น และการหายใจที่ถูกวิธีจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการน้อยลง จนอาจสามารถช่วยตนเอง หรือทำงานได้มากขึ้น และมีชีวิตยืนยาวขึ้น6. รักษาโรคร่วมอื่นๆ ที่อาจจะมี ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้เป็นผู้สูงอายุดังนั้นอาจมีโรคอื่นร่วมด้วย ซึ่งเมื่อมีอาการกำเริบขึ้น อาจทำให้ผู้ป่วยถึงแก่กรรมได้ เช่น โรคหัวใจ โรคไต โรคความดันสูง หรือโรคเบาหวาน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาให้ถูกต้องควบคู่กันไป ศูนย์โรคปอด โรงพยาบาลกรุงเทพมีการทำงานประกอบด้วยคลินิกโรคปอด ซึ่งรักษาผู้ป่วยนอก หน่วยบำบัดผู้ป่วยวิกฤตระบบทางเดินหายใจ (RCU) และหน่วยบำบัดและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยโรคปอด (Chest physiotherapy) ซึ่งมีบุคลากรที่ได้รับการฝึกฝนเฉพาะทางโดยตรง และทำงานร่วมกันเป็นทีม ร่วมกับการบริการแพทย์เฉพาะทางอื่นๆ ที่อาจจะเกี่ยวข้อง ถ้าผู้ป่วยมีโรคเหล่านั้นร่วมอยู่ด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์ทางการรักษาให้ดีที่สุด สนใจติดต่อได้ที่ โรงพยาบาลหางดง