ฟกช้ำเป็นภาวะที่เกิดขึ้นกับส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เมื่อถูกกระแทกหรือถูกชน หรือถูกต่อย ทำให้มีเลือดออกในชั้นใต้ผิวหนัง มากน้อยต่างกันขึ้นอยู่ความแรงที่มากระทบ และในบางครั้งในผู้สูงอายุแม้แรง กระแทกไม่มากเท่าใด แต่เนื้อเยื่อและเส้นเลือดภายในร่างกายคนสูงอายุจะค่อนข้างเปราะบาง จะเกิดการฟกช้ำ มีเลือดเป็นจ้ำ ๆ ห้อเลือดทั่วไปตามร่างกาย หรือในบางรายหลังถูกกระแทกไม่ได้รับการรักษาเบื้องต้นอย่างถูกต้อง อาการบวมก็มีมากได้ปกติภาวะฟกช้ำจะค่อย ๆ ดีขึ้นและหายภายใน 10 - 14 วัน ในกรณีที่ไม่หายและมีอาการหลงเหลืออยู่ หรือบางครั้งฟกช้ำมาก ๆ จะมีเลือดที่ออกมาใต้ผิวหนังสะสมอยู่ โดยที่ร่างกายไม่สามารถจะดูดซึมกลับได้หมด ท่านอาจจำเป็นต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาและเอาเลือดที่คั่งอยู่ออก
สำหรับการรักษาเบื้องต้นของภาวะฟกช้ำนี้ ได้แก่การประคบเย็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟกช้ำบริเวณศีรษะและใบหน้า ซึ่งไม่ค่อยมีกล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อคลุมมาก ท่านจะต้องเอาผ้าที่ห่อน้ำแข็งไว้ภายในกดบริเวณนั้นประมาณ 5 - 10 นาที หรือผ้าธรรมดาม้วนให้หนาพอกดบริเวณฟกช้ำเอาไว้ เพื่อให้อาการบวมจากเลือดออกใต้ผิวหนังมีน้อยที่สุด การหายจะใช้เวลาสั้นที่สุดด้วย
ไฟฟ้าช็อต

ไฟฟ้าช้อต สามารถทำให้เกิดอาการหมดสติ หยุดหายใจ และหัวใจหยุดเต้นทันทีก็ได้ ถ้าหากได้รับกระแสไฟฟ้าเข้าตัวเป็นเวลานาน แม้ว่าจะเห็นแผลขนาดเล็กเป็นจุดที่กระแสไฟฟ้าเข้าและออกจากร่างกาย แต่อาจมีการทำลายของเนื้อเยื่อภายในอย่างมากมายการปฐมพยาบาลฉุกเฉินผู้ป่วยที่ถูกไฟฟ้าช้อตในเบื้องแรก ท่านควรที่จะตัดกระแสไฟฟ้าภายในบ้าน อย่างรวดเร็วถ้าทำได้ หรือท่านอาจจะต้องพยายามเอาตัวผู้ป่วยให้ หลุดจากสายไฟฟ้า หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าต้นเหตุ โดยใช้อุปกรณ์ที่ไม่นำไฟฟ้าเช่น ไม้ ผ้า หรือเชือกหลังจากที่ท่านแยกเอาผู้ป่วยออกมาได้แล้ว ท่านอาจทำตามขั้นตอนต่อไปนี้
- ถ้าหากผู้ป่วยไม่หายใจ และคลำชีพจรไม่ได้ ให้เริ่มดำเนินการปฏิบัติการช่วยชีวิต ขั้นพื้นฐาน ขึ้นแรกคือการเป่าลมเข้าปากผู้ป่วย เพื่อให้มีอากาศผ่านเข้าไปในปอด โดยมือข้างหนึ่งจับที่หน้าผาก ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้บีบจมูกผู้ป่วย อีกมือหนึ่งจับที่คางผู้ป่วยให้เงยหน้าขึ้น หายใจเข้าปอดเต็มที่และแนบปากของท่าน ให้กระชับกับปากของผู้ป่วย เป่าลมเข้าไป เป่าลมเช่นนี้ช้า ๆ 2 ครั้ง โดยสูดหายใจเข้าปอดของท่านให้เต็มที่ก่อนทุกครั้ง ถ้าทำได้ถูกต้อง ท่านจะสังเกตเห็นหน้าอกของผู้ป่วยมีการเคลื่อนไหว แสดงว่ามีอากาศเข้าปอดของคนไข้ ท่านควรทำเช่นนี้ทุก ๆ 5 วินาที โดย1 นาทีจะเป่าปากได้ 12 ครั้ง แต่ละครั้งที่หน้าอกมีการเคลื่อนไหวขยายตัวขึ้น ให้รอให้ลมออกจากปอดก่อน โดยท่านอาจจะเอาหูแนบกับปากผู้ป่วยเพื่อฟังเสียงลมออกก่อนที่จะเป่าลมเข้าไปใหม่ ให้คลำชีพจรที่ข้อมือหรือบริเวณคอ ถ้าคลำชีพจรไม่ได้ให้ปฏิบัติการช่วยชีวิตขั้นต่อไป คือการปั๊มหัวใจ ควบคู่ไปกับการเป่าลมเข้าทางปาก ซึ่งผู้ที่จะทำควรจะได้ผ่านหลักสูตรการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานมาแล้ว และถ้าให้ดีควรจะได้รับการฝึกฝนมาก่อน
- ถ้าหากผู้ป่วยหมดสติ แต่หายใจได้เองให้จับผู้ป่วยอยู่ในท่ากึ่งคว่ำ แขนและขาที่อยู่ด้านบน ให้งอพับพอสมควร พึงระวังเรื่องการอาเจียนซึ่งอาจมีเศษอาหารทำให้สำลักได้
ภาวะฉุกเฉินในผ้ป่วยเบาหวาน

ผู้ป่วยเบาหวานอาจมีปัญหาเรื่องการหมดสติ และทำให้เสียชีวิตได้ โดยจำแนกออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
หมดสติจากสาเหตุอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน เช่น ได้รับสารพิษหรืออุบัติเหตุกระทบกระเทือนทางสมอง เช่นเดียวกับคนปกติทั่วไป
หมดสติจากโรคเบาหวานเอง ซึ่งสาเหตุนี้แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ ภาวะเบาหวานฉุกเฉิน จากน้ำตาลต่ำ และภาวะเบาหวานฉุกเฉิน จากน้ำตาลสูง
สำหรับภาวะเบาหวานฉุกเฉินจากน้ำตาลต่ำ ผู้ป่วยจะเริ่มต้นด้วยอาการมึนเวียนศรีษะ อ่อนเพลีย ใจสั่น เหงื่อออก เป็นความรู้สึกเดียวกับเวลาหิว ในระยะนี้ถ้าผู้ป่วยรับประทานน้ำตาลจะสามารถพ้นจากภาวะนี้ได้ ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานควรรับประทานอาหารให้ตรงเวลา และปริมาณคงที่ เพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลต่ำ ซึ่งเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยหมดสติได้
ส่วนภาวะเบาหวานฉุกเฉินจากน้ำตาลสูง ได้แก่ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงมาก หรือ มีความผิดปกติของระบบเผาผลาญพลังงานของร่างกาย ทำให้มีภาวะกรดคั่งในร่างกายทำให้ผู้ป่วยหมดสติ อาการที่บ่งชี้ว่าอาจเกิดสาเหตุเหล่านี้คือ ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย ปัสสาวะบ่อย ซึมลง หรืออาการหอบ หายใจลึก ในกรณีภาวะกรดคั่งในร่างกายมากขึ้น
สัตว์อะไรบ้างที่มีโอกาสเป็นโรคพิษสุนัขบ้าที่พบมากที่สุด คือ สุนัข รองลงมา คือแมว ม้า ลิง และปศุสัตว์ (วัว, ควาย) สัตว์แทะจำพวกหนู กระรอกโอกาสที่จะเป็นโรคพิษสุนัขบ้าจากสัตว์กัด ถ้าไม่ทราบว่าสัตว์เป็นโรคหรือไม่ ให้ถือว่าเป็นไว้ก่อน ผู้ที่ถูกสุนัขหรือสัตว์ที่เป็นโรคกัด โอกาสเป็นโรคโดยเฉลี่ยประมาณ 35% ขึ้นกับบริเวณที่ถูกกัด ถ้าถูกกัดที่ขา โอกาสเป็นโรคประมาณ 21% ถ้าถูกกัดที่ใบหน้า โอกาสเป็นโรคประมาณ 88% ถ้าเป็นแผลตื้น แผลถลอก โอกาสเป็นโรคจะน้อยกว่าแผลลึกหลาย ๆ แผลเชื้อติดต่อมาสู่คนได้อย่างไร เชื้อไวรัสจะอยู่ในน้ำลาย ทางติดต่อสู่คนที่พบบ่อย คือถูกกัด โดยทั่วไปเชื้อจะเข้าทางผิวหนังปกติไม่ได้ แต่อาจเข้าทางผิวหนังที่มีบาดแผลอยู่เดิม หรือรอยข่วน นอกจากนี้ยังเข้าได้ทางเยื่อเมือก ได้แก่ เยื่อบุตา เยื่อบุจมูก เยื่อบุภายในปากข้อควรปฏิบัติหลังถูกสุนัขกัด
- รีบล้างแผลด้วยน้ำ และสบู่หลาย ๆ ครั้ง พยายามล้างให้เข้าถึงรอยลึกของแผล ทำความสะอาดซ้ำด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดน-ไอโอดีน, 70% alcohol ถ้าแผลฉกรรจ์มีเลือดออก ควรปล่อยให้เลือดออกระยะหนึ่งเพื่อล้างน้ำลาย ซึ่งอาจมีเชื้อไวรัสออก ถ้าสามารถเฝ้าดูอาการสัตว์ (กรณีที่มีเจ้าของ) ควรกักขัง และเฝ้าดูอาการอย่างน้อย 10 วัน กรณีที่สัตว์ตาย ควรนำส่งเพื่อตรวจหาเชื้อ ควรรีบพบแพทย์ เพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และวัคซีนป้องกันบาดทะยักทันที กรณีที่เป็นแผลฉีกขาด อาจทำแผลไปก่อน โดยยังไม่ต้องเย็บแผล เนื่องจากแผลสกปรก โอกาสติดเชื้อจะสูงมากถ้าเย็บแผล
- ทานยาปฏิชีวนะ และยาแก้ปวดตามที่แพทย์สั่ง หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดแผลมาก ชา หรือ คันรอบ ๆ แผล มีไข้ขึ้น ให้รีบมาพบแพทย์
ไม่ว่าจะสามารถเฝ้าดูอาการได้หรือไม่โดยเฉพาะสัตว์ที่ไม่มีเจ้าของ หรือกัดแล้วหนี ควรมาโรงพยาบาลทันที ไม่ควร และไม่จำเป็นที่จะต้องรอให้สุนัขมีอาการก่อน เพราะระยะฟักตัวทั้งในคน และสัตว์ไม่แน่นอน คนอาจมีอาการก่อนสัตว์ได้ ประวัติการได้รับวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าของสัตว์ สัตว์มีเจ้าของไม่เคยออกนอกบ้าน ไม่เคยไปกัดกับใคร ไม่ได้บอกว่าสัตว์นั้นไม่เป็นโรค เพราะฉะนั้นท่านควรได้รับวัคซีน ซึ่งวัคซีนมี 2 ชนิด คือ
- วัคซีนธรรมดา คือ วัคซีนที่ต้องใช้เวลาในการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน
- วัคซีนอิมมูโนโกลบุลิน (Immunoglobulin) คือวัคซีนที่เป็นภูมิคุ้มกันทันทีโดยไม่ต้องใช้เวลาในการกระตุ้น ซึ่งเป็นวัคซีนที่มีราคาแพง
วัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า โดยปกติท่านควรได้รับวัคซีนธรรมดาซึ่ง 1 ชุดจะมี 5 เข็ม ใช้เวลาในการฉีดประมาณ 1 เดือน โดยฉีดวัคซีนในวันแรกที่ถูกสัตว์กัด และในวันที่ 3,7,14,30 หลังสัตว์กัดตามลำดับ วัคซีนอิมมูโนโกลบูลิน (Immunogobin) เป็นวัคซีนที่มีราคาแพง เพราะฉะนั้นจะใช้ต่อเมื่อ
- สงสัยว่าสัตว์เป็นโรคแน่ ๆ โดนกัดอวัยวะที่สำคัญซึ่งมีเส้นประสาทไปเลี้ยงมาก เช่น หน้า, ฝ่ามือ, ฝ่าเท้า, อวัยวะเพศ
- บาดแผลฉกรรจ์ แผลลึกมีขนาดใหญ่
โรคลมชัก

โรคลมชัก เป็นชื่อรวม ๆ ของภาวะที่เกิดจากการทำงานของเซลล์สมองไม่ไปด้วยกัน โดยปกติเซลล์สมองจะส่งสัญญาณเป็นคลื่นไฟฟ้าขนาดน้อย ๆ เพื่อติดต่อระหว่างเซลล์สมองด้วยกัน เพื่อการทำงานที่ประสานสอดคล้องกัน แต่ในกรณีที่มีอาการลมชัก เซลล์สมองกลุ่มหนึ่งจะส่งคลื่นไฟฟ้าออกมามากเกินกว่าปกติ จนทำให้เกิดการเกร็งชักกระตุกของกล้ามเนื้อ ที่ควบคุมโดยเซลล์สมองที่สั่งคลื่นไฟฟ้าออกมาผิดปกตินั้น ๆ ซึ่งสาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบ แต่มีส่วนน้อยที่เกิดภายหลังผู้ป่วยที่ได้รับอุบัติเหตุที่ศีรษะและสมอง ผู้ป่วยที่เคยมีการติดเชื้อของสมอง ผู้ป่วยที่เคยมีประวัติสมองขาดเลือดไปเลี้ยง ผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นเนื้องอกที่สมอง บางรายอาจมีประวัติสมองผิดปกติตั้งแต่แรกคลอดสำหรับการปฐมพยาบาลฉุกเฉิน มีหลักการกว้าง ๆ ดังนี้
- ถ้าหากผู้ที่ชักกระตุกอยู่ในที่อันตราย เช่น บนที่สูง บนขั้นบันได หรือที่อื่นใดอันอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ ต้องพยายามให้พ้นจากจุดอันตราย และหากมีวัสดุรอบ ๆ ที่อาจก่ออันตรายได้ให้เคลื่อนย้ายออก อย่าพยายามไปล็อคตัวหรือผูกตัวคนที่กำลังชักกระตุก อย่าพยายามเอาสิ่งหนึ่งสิ่งใดยัดเข้าไปในปาก เพราะถ้าเป็นของแข็งแรงกัดลงมาอาจทำให้ฟันหรือกระดูกกรามหักได้ ถ้าใช้ผ้าม้วน ๆ ใส่ในปากได้ จะดีกว่าใช้ของแข็ง การชักกระตุกโดยปกติจะเป็นเวลา 1-2 นาที ถ้าหากชักกระตุกนาน ๆ มากกว่า 3 นาที หรือชักกระตุกติดต่อกันเรื่อย ๆ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ตรวจรักษา ภายหลังชักกระตุกผู้ป่วยมักจะหลับ ให้จัดอยู่ในท่ากึ่งคว่ำเพื่อป้องกันการสำลักถ้ามีคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย ระวังเรื่องลิ้นอาจจะตกไปขวางทางเดินหายใจ และถ้าทำได้อาจเคลื่อนย้ายให้ไปอยู่ที่ที่เงียบปราศจากเสียงรบกวน แต่ควรจะมีคนคอยดูแลใกล้ชิดด้วย
- ปล่อยให้ผู้ป่วยตื่นขึ้นเองตามปกติ ถ้าพูดคุยกันรู้เรื่องและผู้ป่วยมีประวัติชักมาก่อน ท่านควรเล่าให้ผู้ป่วยฟังว่ามีอะไรเกิดขึ้น หากไม่มีประวัติชักมาก่อน ท่านควรแนะนำคนนั้นๆ ให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาต่อไป
เลือดกำเดาออก

เลือดกำเดาอาจเกิดขึ้นได้บ่อยในเด็ก ๆ มากกว่าในผู้ใหญ่ สำหรับเลือดกำเดาไหลในเด็ก มักเกิดในช่วงหน้าหนาวที่อากาศแห้ง ทำให้เยื่อบุจมูกพลอยแห้ง และตกสะเก็ดไปด้วย เมื่อสะเก็ดถูกแคะแกะเกา ก็ทำให้มีเลือดออกตามมา สาเหตุอื่นที่พบได้บ่อย คือ ในช่วงที่เป็นหวัดหรือการอักเสบของทางเดินหายใจส่วนบน หรือกรณีที่มีไข้สูงจากสาเหตุใดก็ตาม เส้นเลือดฝอยเล็กๆ ในจมูกอาจแตกและทำให้มีเลือดกำเดาไหลได้เช่นกันคำแนะนำเบื้องต้นสำหรับการปฐมพยาบาลคือ
- บีบที่จมูกโดยใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ ประมาณ 5 นาที โดยระหว่างนี้ให้หายใจทางปากแทน นั่งตัวตรงหรือนอนให้ศรีษะสูง เพื่อป้องกันการสำลักเลือด ประคบบริเวณจมูกและแก้มด้วยผ้าเย็น หรือน้ำแข็ง เพื่อช่วยให้เลือดหยุดเร็วขึ้น หลีกเลี่ยงการแคะจมูก การสั่งน้ำมูกแรงๆ และการยกของหนัก กรณีอากาศแห้งในช่วงหน้าหนาว อาจใช้วาสลีนครีม หรือขี้ผึ้งทาบริเวณเยื่อบุจมูกเพื่อให้เกิด ความชุ่มชื้น
- หากมีไข้ควรให้ยาลดไข้ร่วมด้วย
สำหรับเลือดกำเดาไหลที่พบในผู้ใหญ่มักเกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของหลอดเลือด หลอด เลือดจะเปราะ บางรายอาจมีความดันโลหิตสูง หรือมีเนื้องอกอื่นๆ ในช่องจมูก สิ่งที่บอกเหตุว่าท่านไม่ควรรีรอที่จะไปพบแพทย์คือ
- เลือดออกบ่อยๆ หรือออกจำนวนมาก เลือดออกข้างเดียวเรื้อรัง
- มีอาการอื่นๆ ร่วม เช่น อ่อนเพลีย หน้ามืดจะเป็นลม
สงสัยกระดูกหัก

กระดูกของคนเราค่อนข้างแข็ง เพราะเป็นโครงของร่างกาย ดังนั้น กระดูกจะหักได้ต้องมีแรงมากระทำค่อนข้างรุนแรง ยกเว้นในกระดูกของคนสูงอายุ กระดูกจะบางลง แข็งแรงน้อยลง จะหักง่ายแม้มีแรงมากระทำไม่แรงก็ตาม ส่วนใหญ่คนไข้ที่กระดูกหักจะมีประวัติหกล้มมือยันพื้น สะโพกกระแทกพื้น ตกจากที่สูง สิ่งของที่หนักตกลงมากระแทก เล่นกีฬา รถมอเตอร์ไซด์คว่ำ รถยนต์ได้รับอุบัติเหตุ เป็นต้นถ้าสังสัยกระดูกหักในกรณีไม่มีแผลเลือดออก ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการปวด บวม เพราะมีเลือดออกจากกระดูกที่หัก ถ้ากระดูกหักแล้วมีการเคลื่อนที่ของปลายกระดูกที่หักจะทำให้ร่างกายส่วนนั้นผิดรูปไป เช่นข้อมือหักก็จะเห็นข้อมือบิดเบี้ยวไป รูปร่างไม่เหมือนเดิม หรือแขนหัก บางครั้งจะเห็นแขนตรงที่หักโก่งเป็นมุมได้อย่างชัดเจน แต่ถ้ากระดูกหักแล้วไม่เคลื่อนที่ออกจากกัน อาจจะไม่ผิดรูปร่างไป มีแต่ปวดบวม และถ้ากดไปบริเวณนั้นจะมีอาการเจ็บด้วย บางทีคนไข้เองหรือผู้ที่มาช่วยเหลือ อาจจะรู้สึกว่าปลายกระดูกที่หักมีการเสียดสีกัน ส่วนกรณีที่หักแล้วมีบาดแผลเลือดออก บางครั้งจะเห็นกระดูกทะลุออกมานอกเนื้ออย่างชัดเจน ซึ่งกระดูกหักชนิดมีแผลทะลุออกมานี้ ค่อนข้างจะรักษายากและมีผลแทรกซ้อนทำให้เกิดการติดเชื้อของกระดูกได้ง่ายสำหรับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ท่านสามารถช่วยได้ โดยหาไม้หรือวัสดุที่แข็งมารองส่วนที่หักและพันดามไว้ให้อยู่นิ่ง ๆ ถ้าหาไม่ได้จริง ๆ ให้เอาหนังสือพิมพ์หลาย ๆ ชั้น มาม้วนให้กลมเป็นแท่ง ๆ จะทำให้มีความแข็งแรงพอที่จะใช้ดามแขนขาได้
ในกรณีที่สงสัยว่าจะกระดูกหัก ผู้ป่วยควรจะถูกนำไปพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัย บางครั้งแพทย์อาจจะต้องเอ๊กซเรย์กระดูก เพื่อดูว่ากระดูกหักแล้วเคลื่อนที่มากน้อยแค่ไหน เพื่อเตรียมการรักษาที่ถูกต้อง ต่อไป
อวัยวะถูกตัดขาด

ปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าของแพทย์ด้านจุลศัลยกรรม หรือการผ่าตัดโดยใช้กล้องจุลทรรศน์มีมากขึ้น แพทย์สามารถทำการต่ออวัยวะที่หลุดขาดออกจากร่างกาย และประสบความสำเร็จมากขึ้นเรื่อยๆ แต่บางกรณีก็ไม่สามารถผ่าตัดต่อได้สำเร็จ อาจเป็นเพราะ เนื้อเยื่ออวัยวะที่หลุดขาดนั้นมีความชอกช้ำมากเกินไป ผู้ป่วยมีสภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์พอที่จะรับการผ่าตัดได้หลายๆ ชั่วโมง หรืออวัยวะนั้น ๆ อยู่ในสภาพขาดเลือดมาเป็นเวลานานเกินไปสิ่งที่สำคัญที่สุดเบื้องต้นที่ท่านควรทราบและปฏิบัติตาม หากมีเพื่อนหรือญาติพี่น้องของท่านประสบอุบัติเหตุ อวัยวะถูกตัดขาด คือ การเก็บอวัยวะที่ถูกตัดขาดให้ถูกวิธี ดังนี้
- เก็บอวัยวะที่ถูกตัดขาดใส่ถุงพลาสติกที่สะอาด ปิดปากถุงให้สนิท และใส่ถุงพลาสติกอีกชั้นหนึ่ง ปิดปากถุงให้สนิทเช่นเดียวกัน ห้ามมิให้ใส่น้ำเข้าไปในถุงทั้งสองเป็นอันขาด นำถุงในข้อแรกไปแช่ในภาชนะ หรือถุงที่ใส่น้ำแข็งโดยรอบ
- ให้รีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล
สำหรับบาดแผลของผู้ป่วย ให้ใช้ผ้าสะอาดปิดแผล แต่ถ้าเลือดออกมากอาจต้องใช้มือช่วยกดบาดแผลเอาไว้ และยกส่วนนั้นๆให้สูง จะช่วยลดการสูญเสียเลือดได้